หน้าเว็บ

March 2011

วันที่9/3/11


ถ้าถามว่าช่วงเวลานี้ผมมีความสุขหรือไม่
ผมคงตอบไม่ถูก
เรื่องราวของชีวิตมันทับซ้อนเกินไป
ผมสับสนวุ่นวาย

ผมกำลังเลิกบุหรี่ครับ หลังจากตบเทอมนี้จะไม่สูบอีก
ปล่อยให้มันหายไปกับความทรงจำแย่ๆ

ผมเกลียดคนจำนวนหนึ่ง
แต่ยิ่งเกลียดก็ยิ่งพบว่าผมยิ่งทำร้ายตนเอง


น่าเศร้า เราทำร้ายตัวเองจากอัตตาของเราเองได้เสมอ

บางทีผมก็เหนื่อยกับการเดินไปอย่าเดียวดาย
ผมหวังเพียงแต่จะมีคนที่เข้าใจในความเป็นตัวตนของผมเดินเคียงข้างไป
อย่างน้อยก็ดึงผมขึ้นตอนผมล้ม

ผมเข้าใจดีว่าผมหวังให้คนรอบข้างมาเข้าใจผมไม่ได้
และผมเองก็ไม่อาจเ้ข้าใจพวกเขาได้


โลกนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง

แต่เราก็ยังสรรหาคำเรียกความปกติ กับความไม่ปกติ

ตลกนะ


ผมเกลียดมนุษย์
แต่ผมก็เป็นมนุษย์


ใช่ว่าไม่มีเรื่องดีเลย ผมเองก็รู้สึกดีๆ กับคนบางคนเช่นกัน
เพียงแต่มันยังคลุมเครือ
ผมยังไม่กล้าป่าวประกาศออกมา

เรื่องของผมกล่าวไว้เท่านี้

อ่านให้สนุก กับงานเรื่องใหม่ของผม

การทดลองอันน่าสนุกของผม
จากนี้ไปจะทยอยมาลง

ขอให้รักสถิตในหัวใจทุกท่าน

9 มีนาคม 2554

Hate: จุมพิตแห่งความเกลียดชัง

อารัมภบท: เรื่องราวในส่วนลึก


รุเธียร 17/1/11 23.08






“กูเกลียดมึง ไอ้ตัวบัดซบ” ผมตะโกนด่าความเกลียดชัง จ้องเข้าไปในดวงตาของมัน ค้นหาทุกความจริงที่ซ่อนเร้นใต้ดวงตาปูดโปน กำแหงหาญ ไอ้ตัวบัดซบ ไอ้ตัวจัญไร ไอ้สันดานต่ำ เพราะมัน.....เพราะมันที่ทำให้ความน่ารังเกียจมาเยือนชีวิตผม


ความเกลียดชังไม่ไหวติง หัวเราะกลับ ดวงตากลับกลอกด้วยความยียวน ริมฝีปากแสยะยิ้มถึงใบหู น่ารังเกียจ....น่ารังเกียจ.....ไอ้ตัวน่ารังเกียจ ผมท่องซ้ำไปซ้ำมา กัดกรามแน่น รู้สึกคลื่นเหียนเต็มประดา เสียงหัวเราะของความเกลียดชังยังคงดังอยู่ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด


“จงเกลียดชังเข้าไปเถิด ยิ่งเกลียดชัง ยิ่งสร้างสรรค์ความสนุกสนานให้โลกใบนี้” ความเกลียดชังเอ่ย ปากอันน่ารังเกียจยังคงแสยะยิ้ม เผยอขึ้นลง พ่นกลิ่นปากเน่าเหม็น ราวซากศพ มันไปกินอะไรมา...... ศพของเพื่อนมนุษย์ ซากสัตว์ ขยะเน่า หรือกองอาจม ผมอยากจะพ่นอาเจียนใส่หน้ามัน รู้สึกคลื่นไส้เต็มประดาเลยทีเดียว ไอ้บัดซบ.....ไอ้ตัวชั่ว ความเกลียดชังในตัวของผมต่อไอ้ความเกลียดชังเบื้องหน้า แล่นเข้ามาจุกอก ผมอยากจะขยี้หน้ามันด้วยกำปั้น กระซวกไส้มันออกมาพันรอบคอ ตัดคว้านกระเพาะมันออกมากระทืบ แล้วเฉาะลูกอัณฑะของมันมาย่างไฟ ไอ้สันดานเหี้ย มันคือความจัญไรแห่งโลกใบนี้ มันคือซอกหลืบอันต่ำทราม ก่อกำเนิดมาจากห้องหับแห่งอบายภูมิ


ความเกลียดชังเดินถอยห่างออกไป โลกหมุนกลับด้วยความเร็วสูง ห้องมืดลงและระอุไปด้วยกลิ่นอายของความร้อน ความร้อนรุ่มในจิตใจของผม ความร้อนรุ่มที่ถูกห่อหุ้มด้วยจิตสังหารข้นคลั่กราวน้ำกามของอสูรร้าย เสียงหัวเราะและการแสยะยิ้มยังชัดเจนในห้วงความทรงจำ


ผมกำมือแน่นจนเส้นเอ็นปูดออกมาจากหลังมือ รู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหน้าอก เจ็บแปลบเสียจนน้ำตาหลั่งออกมาช้าๆ หลั่งออกมาอย่างไร้เหตุผล ในศีรษะกลวงเปล่าด้วยความสับสน ร่างเปลือยเปล่าชุ่มไปด้วยเลือดนอนอยู่ที่ปลายเท้าของผม ใบหน้าที่คุ้นเคย ทว่าดวงตาเหลือกค้าง บ่งบอกความทุกข์ทรมานก่อนลมหายใจจะสิ้นสูญ


คราบน้ำตาสงบนิ่งบนใบหน้าอันไร้ชีวิต ระเหิดหายตามกาลเวลา ละอองของชีวิตลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ก่อนเลือนรางไปอย่างรวดเร็ว ผมไม่ได้เป็นผู้กระทำนะ.......... ความเกลียดชังต่างหาก มันเป็นผู้ทำทั้งหมด.... รอยเลือด เสียงกรีดร้อง หยดน้ำตา การตะเกียดตะกายเอาตัวรอด การดิ้นรน และลมหายใจสุดท้าย มันเป็นผู้เสพสม มันเป็นผู้ควบคุม มันเป็นผู้ดูดกลืน และจุมพิตทุกสภาวะเหล่านั้น ไอ้ความเกลียดชัง ไอ้เวรตะไล กลับมานะ.....อย่าเดินหนีไป


“กูจะฆ่ามึง ไอ้สัตว์นรก!” ผมตะโกนใส่มัน “อย่าเพิ่งเดินหนีไปสิวะ” ความเกลียดชังแล่นจับตามใบหน้า ผมเกลียดมัน เกลียดยิ่งกว่าสิ่งใด ไอ้ความเกลียดชัง กูเกลียดมึง ได้ยินไหม ไม่ว่ามึงจะไปที่ไหน กูจะตามไปฆ่ามึง แม้กูต้องตายตามไปด้วย กูก็จะฆ่ามึง กระชากวิญญาณมาจากร่างโสโครกนั่น แล้วกระทืบหัวสมองคาวกาม สาปส่งมึงไปยังดินแดนสุดท้ายของขุมนรก ไอ้เดรัจฉาน!


ผมทรุดนั่งลงกับพื้น โอบอุ้มร่างอันอ่อนระทวยของหญิงสาวร่างเปลือยเปล่า ใช่! ผมรู้จักเธอ ไม่เพียงแต่คุ้นเคยเท่านั้น ยังรู้จักดีราวกับใบหน้าของตน ใบหน้าอันอ่อนหวาน ทว่าไร้ชีวิต ใบหน้าของเธอซีดเผือกขาวซีด วิญญาณของเธอหลุดรอยออกจากร่าง


ผมลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างอันเปียกชุ่มไปด้วยเลือด จุมพิตลงบนหน้าอกที่เคยปรารถนา พร้อมๆ กับหลั่งน้ำตาแห่งความเสียใจ เธอตายแล้ว จากผมไปแล้ว เราคงมิอาจได้เคียงข้างกันชมพระอาทิตย์ตกดินอีกต่อไป ดวงตาของเธอเบิกโพลงด้วยความกลัว หยดน้ำตาระเหิดหาย หลับตาลงเถอะ


ผมปาดน้ำตาที่ไหลหลั่งดังน้ำเชี่ยว สะอื้นไห้ ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปปิดตาของเธอ
“หลับตาลงนิรันดร์เถอะที่รัก แล้วจะล้างแค้นให้ คนที่บังอาจมาทำกับเธอต้องหลั่งเลือด” ผมพูดในห้วงมโนสำนึก
ขณะที่ผมย่างก้าวออกมาจากห้องนอนอันเปรอะเปื้อน ผมสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวที่เกาะกุมตามใบหน้า ความโกรธแค้น และเกลียดชัง หนังตากระตุกเป็นพักๆ ปากสั่นเทิ้ม ฟันกระทบกันเสียงดังน่ารำคาญ


ผมรู้สึกหงุดหงิดเสียจนอยากเผาทำลายทุกสิ่งในโลกนี้ ในที่สุดผมจึงตัดสินใจจิกเล็บลงบนกำแพง ระบายความเคียดแค้นผ่านการขูดขีดอย่างเกลียดชัง ตะโกนกรีดร้องให้ดังที่สุด ราวกับสัตว์ร้ายในคืนพระจันทร์เต็มดวง กรีดร้องตะโกนทุกค่ำคืน กรีดร้องบอกทั้งโลกว่าวันนี้ผมมีความชิงชัง......


***************

ความเป็นจริงแล้ว ความตายของเธอไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวานเสียทั้งหมดหรอก บางทีพระเจ้าอาจมีแผนการสำหรับทุกการตายอยู่แล้ว มันถูกกำหนดอย่างมีที่มาที่ไป เป็นเหตุเป็นผล และส่งผลต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ในทุกเรื่องราว เหมือนดังเช่นเรื่องราวการตายของเธอ ความตายอันโหดร้ายและสิ้นหวัง ความตายอันมีที่มาจากเรื่องราวที่ดำเนินผ่านไปเมื่อหลายปีก่อน


เดิมทีผมยังไม่เรียกฆาตกรผู้ฆ่าเธอว่าความเกลียดชังหรอก เขา....ใช่ ตอนนั้นผมยังเรียกมันว่าเขาอยู่ เรียกด้วยสรรพนามที่ดูมีความเคารพมากกว่านี้ และเขาก็มีชื่อเสียด้วย ชื่อของเขา ผมยังคงจำได้เสมอ เพียงแต่ไม่คู่ควรให้เรียกอีกต่อไป แม้จะเปลี่ยนมาเรียกคำว่ามันแทน แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังไม่สาสมกับความเลวที่มันได้กระทำลงไป โดยเฉพาะการฆ่าเธอ ฆ่าด้วยความกระสัน และกระหายในคาวเลือด


เสียงกรีดร้องของเธอยังคงดังในโสตประสาท มือของเธอถูกมัดแน่น มันลามเลียไปทั่วร่างของเธออย่างช้าๆ ตั้งแต่หัวจรดไปถึงปลายเท้า มันใช้ลิ้นสัมผัสไปบนเรือนร่างอย่างใจเย็น ไม่เร่งร้อน หากแต่ละเมียดละไมชิมรสชาติผิวกายราวกับกำลังชิมรสอาหารโอชารส ทุกซอกทุกมุมของเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำลายของมัน คราบน้ำลายเหม็นหืนที่ส่งกลิ่นเน่า ก่อนที่กลิ่นเน่าจะผสมเข้าไปกับกลิ่นความกระสันที่แผ่ซ่านออกจากอวัยวะทุกส่วนของมัน


มันยิ้มแสยะขณะที่จับขาของเธอแยกออกจากกัน เล็บของมันจิกแน่นไปบนขาอ่อนของเธอ รอยเล็บฝังใน เลือดหยาดริน มันบรรเลงความใคร่บนเรือนร่างของหญิงสาวที่ผมรัก บรรเลงความกระสันส่วนตัวลงไป สอดใส่ดุ้นเอ็นฝังในจิตใจ ก่อนหลั่งคาวคราบแห่งความโสมมใส่ร่างของเธอ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ทั้งวัน ทั้งคืน จนร่างน้อยๆ แปดเปื้อน และสูญสิ้นซึ่งลมหายใจ มันพรากชีวิตเธอไปด้วยความกระสันเท่านั้น แค่ความพอใจส่วนตน และผมไม่อาจทำอะไรได้ นอกเหนือจากการนั่งดู.....นั่งดูเธอถูกมันข่มขืน และกระชากวิญญาณของเธออกจากร่าง นั่งดูโดยที่ไม่อาจช่วยอะไรได้ มีเพียงน้ำตาแห่งความเกลียดชังที่ถูกหลั่งออกมา


มันละออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมตะโกนด้วยความโกรธแค้น จะไม่มีการผ่อนปรนอีกต่อไป ต่อไปนี้มีเพียงการฆ่าเท่านั้นที่จะจบเรื่องราวความสัมพันธ์ของผมกับมันลง


***************


‘โรม’ คือชื่อของเขา ชื่อที่ผมเคยเรียกขานก่อนจะเรียกสรรพนามเขาว่ามัน และเปลี่ยนชื่อเขาเป็น ’ความเกลียดชัง’ ทำไมน่ะหรือ....... เรื่องเล่ามันช่างยาวนาน และน่าสยดสยอง ผมจะค่อยๆ เล่ามัน เล่าอย่างช้าๆ ให้เรื่องราวได้แสดงออกถึงความน่ารังเกียจ และความเกลียดชังที่แฝงเร้นอยู่ตามซอกเวลาได้แสดงออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


“ฮาน .... การฆ่าฟันเป็นวิถีทั่วไปของสิ่งมีชีวิต ถ้าไม่ฆ่าเราก็จะถูกฆ่า จงฆ่าเพื่อตอบสนองสัญชาตญาณ ฆ่าเพื่อเอาตัวรอด ฆ่าเพื่อมีชีวิตต่อไป อย่าปฏิเสธ อย่าเด็ดขาด...... อย่าทำตัวอ่อนแอ ไอ้โง่เอ๊ย..... แกต้องฆ่า” โรมเคยพูดกับผมในคืนที่ดวงจันทร์สาดแสงอยู่เบื้องบน แสงนวลมันวาว ราวกับเชื่อเชิญให้ฝูงสัตว์ร้ายร่ายรำบรรเลงเพลงโลหิต ถวายแด่เทพแห่งจันทรา


“แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเที่ยวฆ่าคนไปทั่วแบบนี้นี่หว่า มึงเป็นบ้าอะไรวะ...... โลกมันอยู่ในยุคที่ไม่ต้องฆ่าก็อยู่ได้ มึงบ้าไปแล้วแน่ๆ” ผมตะโกนบอกมัน เราสองคนยืนเผชิญหน้ากันในตรอกมืดๆ ใจกลางเมือง กลิ่นเน่าเหม็นลอยออกมาจากท่อน้ำใกล้ๆ หนูท่อขนาดยักษ์วิ่งไปตามหลืบความมืด โรมแสยะยิ้ม ฟันสีขาวสะท้อนแสงจันทร์


“แกมันสวะ...ฮาน แกมันสวะ เอาชีวิตรอดในโลกใบนี้ไม่ได้หรอก ถ้าแกจะหยุดฉันล่ะก็....เอาสิ เข้ามาฆ่าฉันเลย สิ่งมีชีวิตฆ่าฟันกันเพื่อมีชีวิตอยู่ และความไม่ลงรอยทางความเห็นก็เป็นเหตุผลหลักในการฆ่าฟันของมนุษย์ เราไม่ต้องฆ่าเพื่อกินอีกแล้วฮาน..... อย่ายึดติดกับประโยคที่ว่าการฆ่าเพื่อการเอาตัวรอด เป็นเพียงฆ่าเพื่ออาหาร ฆ่าเพื่อปกป้องตัวเอง การฆ่ามีเหตุผลสำคัญถึงการดำรงอยู่ และการดำรงอยู่ของพวกเราไม่ได้มีความหมายแค่เพื่อกิน แต่มันรวมไปถึงความคิดและอุดมการณ์ ฉันฆ่าเพื่อการดำรงอยู่ของตัวตน ถ้าแกไม่เห็นด้วยก็เข้ามา เข้ามาแทงฉันเลย ใช้มีดเดินป่าโง่ๆ ในมือนั่นกระซวกไส้ฉันออกมา ตัดลูกกระเดือกฉันออกมากระทืบ เอาเลยฮาน รออะไรอยู่...... ถ้าแกอยากหยุดฉัน ถ้าแกไม่เห็นด้วย และที่สำคัญ ถ้าแกกล้าพอ เข้ามาเลยฮาน”


“ช่างห่ะการดำรงอยู่ของมึง ช่างห่ะนิยามห่ะเหวทั้งหมดที่มึงพูด กูจะฆ่ามึงเดี๋ยวนี้ กูจะหยุดความโสมมที่มึงทำกับโลกใบนี้ด้วยมือกูเอง” ผมตะโกนในขณะที่พุ่งตัวออกไป มือกำด้ามมีดเดินป่าเล่มใหญ่แน่น ตวัดไปข้างหน้าหวังจู่โจมให้ตายในดาบเดียว แต่โรมยังยืนนิ่งไม่ไหวติง หัวเราะหึหึเย้ยหยัน ก่อนจะเอี้ยวตัวหลบการคมมีดอย่างคล่องแคล่ว พลางเสือกหมัดเข้าที่ท้องน้อย ผมล้มลงไปกองกับพื้น


“ฝีมือมีแค่นี้หรือ...... ตายๆ ไปเถิด ไอ้น้องชาย” จังหวะที่เขามัวแต่พูดพล่ามไร้สาระ ผมคว้ามีดแล้วตวัดขึ้นไปใส่ร่างของโรมที่ยืนค้ำอยู่ เขาถอยกรูดออกไป เลือดไหลหยดหยาด อย่างน้อยก็กินเลือดมันได้ ผมคิดด้วยความลำพอง ขณะที่ยันกายขึ้น
“ใครเป็นน้องมึง กูไม่ใช่ญาติห่ะไรของมึง เราไม่เกี่ยวข้องกัน” ผมตะโกนออกไป รู้สึกจุกแน่นด้วยความเจ็บปวด แรงหมัดของโรมช่างทรงพลังเหลือเกิน


“เราไม่เกี่ยวข้องกันเช่นนั้นหรือ....... ถ้าเช่นนั้นคงออมมือให้ไม่ได้แล้วนะ” เขาพูดขณะที่กำหมัดแน่น เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์เบื้องบน ก่อนที่นัยน์ตาจะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ สีของสัตว์ร้ายและความกระหายเลือด โรมคำรามด้วยเสียงอันน่าสยดสยอง ราวสัตว์ร้ายกลางป่า ราวความฝันอันมืดมน การต่อสู้ดำเนินไป หยดแล้วหยดเล่าของหยาดเลือดกระเซ็นไปทั่ว


ค่ำคืนนั้นจบลงด้วยความเจ็บปวด..... บาดแผลลึกเนิ่นนาน การสะบั้นขาดของสายสัมพันธ์พี่น้อง ไม่มีอีกแล้วความปราณี ไม่มีอีกแล้วการผ่อนปรน ผมยันกายขึ้นพิงกำแพง มือกุมท้อง เลือดไหลปรี่ออกมาเป็นสาย โรมไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว เขากลายสภาพเป็นสัตว์ร้ายโดยสมบูรณ์ และหลังจากนี้ผมต้องล่าเขา ล่าแม้ว่าจะต้องตาย ล่าเพื่อหยุดความบ้าคลั่ง


หลังจากวันนั้น ผมเลิกเรียกเขาในฐานะพี่ แต่เรียกเขาในฐานะสัตว์ร้าย ใช้สรรพนามดุจดังเดรัจฉาน ‘มัน’ สรรพนามที่ละทิ้งทุกความเคารพในสายเลือด สรรพนามที่ละทิ้งความนับถือแห่งความเป็นมนุษย์ โรม มึงเป็นอสูรกาย และกูกับมึงจะไม่อยู่ร่วมโลกเดียวกัน อย่างน้อยถึงกูฆ่ามึงไม่ได้ แต่เราจะไม่เจอกันอีก สายสัมพันธ์โง่ๆ ที่พ่อแม่มอบให้กูกับมึงไม่มีแล้ว โรม เหลือเพียงการฆ่าฟันระหว่างกูกับมึงเท่านั้น และด้วยความเกลียดชังของกู พี่ชายที่ชื่อโรมตายไปแล้ว เหลือเพียงอสูรร้ายที่ชื่อ ‘ความเกลียดชัง’


***************