หน้าเว็บ

March 2011

วันที่9/3/11


ถ้าถามว่าช่วงเวลานี้ผมมีความสุขหรือไม่
ผมคงตอบไม่ถูก
เรื่องราวของชีวิตมันทับซ้อนเกินไป
ผมสับสนวุ่นวาย

ผมกำลังเลิกบุหรี่ครับ หลังจากตบเทอมนี้จะไม่สูบอีก
ปล่อยให้มันหายไปกับความทรงจำแย่ๆ

ผมเกลียดคนจำนวนหนึ่ง
แต่ยิ่งเกลียดก็ยิ่งพบว่าผมยิ่งทำร้ายตนเอง


น่าเศร้า เราทำร้ายตัวเองจากอัตตาของเราเองได้เสมอ

บางทีผมก็เหนื่อยกับการเดินไปอย่าเดียวดาย
ผมหวังเพียงแต่จะมีคนที่เข้าใจในความเป็นตัวตนของผมเดินเคียงข้างไป
อย่างน้อยก็ดึงผมขึ้นตอนผมล้ม

ผมเข้าใจดีว่าผมหวังให้คนรอบข้างมาเข้าใจผมไม่ได้
และผมเองก็ไม่อาจเ้ข้าใจพวกเขาได้


โลกนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง

แต่เราก็ยังสรรหาคำเรียกความปกติ กับความไม่ปกติ

ตลกนะ


ผมเกลียดมนุษย์
แต่ผมก็เป็นมนุษย์


ใช่ว่าไม่มีเรื่องดีเลย ผมเองก็รู้สึกดีๆ กับคนบางคนเช่นกัน
เพียงแต่มันยังคลุมเครือ
ผมยังไม่กล้าป่าวประกาศออกมา

เรื่องของผมกล่าวไว้เท่านี้

อ่านให้สนุก กับงานเรื่องใหม่ของผม

การทดลองอันน่าสนุกของผม
จากนี้ไปจะทยอยมาลง

ขอให้รักสถิตในหัวใจทุกท่าน

12 ธันวาคม 2553

วินาศสันตะโร 03 (การเดินทาง)

โดย รุเธียร 12/12/53 20.09 น.




ฉันนั่งสงบนิ่งบนรถประจำทางสายเหนือ
เดินทางยาวไกลสู่หนทางอันไร้ความหมาย
ช่างซ่อมนาฬิกาตายไปแล้ว
วิญญาณของเขาดับสูญ
กาลเวลานำพาจุดจบมาสู่งานอันเป็นที่น่าปรารถนา



เขากำลังเดินทาง เดินทางไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต
มันอาจเป็นจุดต่ำสุดก็ได้
จุดที่เวลาไร้ความหมาย
และชีวิตก็เสมือนหยุดนิ่ง



ฉันมองออกไปนอกกระจกรถ
ถอนหายใจให้กับการล่มสลายของอดีต
ความทรงจำพังพินาศเป็นกองอิฐ
เช่นเดียวกับบ้านของช่างซ่อมนาฬิกา



ฉันยังจดจำภาพนั้นได้
จำได้ดีราวกับใบหน้าของมารดา
หรือกลิ่นอ้อมกอดของบิดา
กลิ่นควันไฟของบ้านที่ถูกผลาญเผา



ในมโนภาพของความทรงจำ
สิ่งปลูกสร้างแห่งความทรงจำลุกไหม้
ทะเลเพลิงโหมรุนแรง
ขณะที่พระเจ้าไขหูไม่สดับเสียงร้อง



บ้านของช่างซ่อมนาฬิกา
อดีตของเขา
ชีวิตของเขา
เรื่องราวของเขา

วินาศไปกับทะเลเพลิง.............



แต่ช่างซ่อมนาฬิกากำลังเริ่มต้นสิ่งใหม่....
การเดินทางแสนยาวไกล
เขากำลังเดินทางสู่เชียงราย
สู่ดินแดนริมโขง



เขามุ่งสู่สัจธรรมแห่งกระแสน้ำ
ความรักแห่งวิถีชีวิต
ความทรงจำของกษัยการ
เพื่อรื้อฟื้นอนาคตที่เลือนหาย



ช่างซ่อมนาฬิกากำลังเดินทาง
บนความวินาศของอดีต
ไปกับฉัน
ในตัวฉัน



ฉันเห็นในสิ่งเดียวกับที่เขาเห็น
ได้ยินในสิ่งเดียวกับที่เขาสดับ
รับรู้รสชาติเดียวกับลิ้นของเขา
และระลึกถึงความทรงจำเดียวกัน



ฉันคือช่างซ่อมนาฬิกา
และกำลังเดินทาง
.....สู่อนาคต......บนถ่านเถ้าของอดีตกาล


----------------------------------------

1 ธันวาคม 2553

วินาศสันตะโร 02 (ช่างซ่อมนาฬิกา)

โดย รุเธียร 1/12/53 13.32 น.



ในห้วงเวลาที่ผ่านไปของโลกนี้
จะมีสิ่งไหนชี้วัดได้ดีกว่านาฬิกา
..... หากปราศจากนาฬิกา


เราจะใช้สิ่งใดบอกเวลา



ฉันเคยบอกไปแล้วว่าฉันไม่อาจรู้ได้ว่ามันเริ่มขึ้นที่ใด
แค่เพียงเห็นห้วงเวลาหนึ่งที่มันเริ่มขึ้นแล้วเท่านั้น



ในโลกใบนี้ฉันเห็นผู้คนมากมายในห้วงเวลา
เขาทันจุดกำเนิดของเวลาหรือไม่
หากไม่.... แล้วเขาทันจุดกำเนิดของนาฬิกาหรือไม่



แล้วฉันจะถามไถ่จากใคร...หากใคร่รู้ถึงเหตุการณ์ก่อนการอุบัติของฉัน



มีใครจะพอตอบฉันได้ ถึงการกำเนิดของอะไรบางอย่างที่เรากำลังดำรงอยู่
จุดเริ่มต้น.....ห้วงกลาง.....จุดจบ



เราดำเนินอยู่ในจุดใด....




ด้วยความสงสัยใคร่รู้
ฉันจึงวางตัวเป็นช่างซ่อมนาฬิกา
คอยสังเกตสังกาเฝ้าดู วางตัวเป็นกลางเหนือเรื่องราว
เลิกใฝ่หาในจุดเริ่มต้นและเหตุผลของหารดำรงอยู่



ฉันยินดีซ่อมแซมนาฬิกาให้ทุกผู้คนที่ผ่านเข้ามา
ไม่อิดออด ไม่ตั้งคำถาม
เฝ้าซ่อมเพียงเพื่อสังเกตการณ์


เพียงเพื่อค้นหาความจริงเบื้องหลังการต่ออายุนาฬิกา
...... ฉันสามารถซ่อมแซมนาฬิกาได้ทุกเรือน
ผู้คนยิ้มรับ และพึงพอใจในผลงานของฉัน


วันหนึ่ง..... ฉันพบนาฬิกาที่เกินเยียวยา

ฉันไม่อาจซ่อมแซมนาฬิกาเรือนนี้ให้เธอได้
หญิงสาวใต้เสื้อคลุมสีฟ้า มือของเธอสีเขียวขจี
เธอร่ำไห้ น้ำตาเป็นสีแดงก่ำ สัมผัสได้ถึงไอร้อนระอุผ่านดวงตา

ฉันไม่สามารถเยียวยานาฬิกาของเธอได้


มันไม่ได้หยุดเดิน
มันยังคงเดินอยู่....เดินต่อไป
เดินแบบไร้จุดหมาย

นอกเหนือหน้าปัด
นอกเหนือโคจร


นาฬิกาของหญิงสาวอยู่นอกเหนือเหตุการณ์ทั้งปวง
ฉันไม่เคยเจอเช่นนี้มาก่อน



ฉันมึนงงสับสนไม่รู้จะทำเช่นไร
กับการวิบัติของนาฬิกาประหลาด


ขณะนั้นฉับเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือของตน
มันเป็นเช่นเดียวกัน
....เป็นเช่นเดียวกับนาฬิกาของหญิงสาวผิวกายสีเขียว


ฉันไม่เคยสังเกตมัน
เมื่อใดกัน
เพราะสิ่งใดกัน
....

หรือมันเป็นอยู่แล้ว


ความวิบัติของนาฬิกาบนข้อมือ

เข็มสั้นวิ่งกระเจิงด้วยความสับสน
เข็มยาวชี้ไปมา
ขณะที่เข็มวินาทีหยุดนิ่ง


ฉันไม่อาจระบุเวลาได้อีกต่อไป
ทั้งยังไม่อาจซ่อมนาฬิกาได้



ฉันไร้ฝีมือเกินไป
ความเป็นช่างซ่อมนาฬิกาพังลงตั้งแต่วันนั้น


โดยมิอาจซ่อมแซมได้
------------------------------

29 พฤศจิกายน 2553

วินาศสันตะโร 01 (ฉันเริ่มเห็นมันจากตรงนี้)

โดย รุเธียร 29/11/53 20.16น.


เป็นครั้งแรกที่ลองทำครับ
บทกวีชุด ว่าจะทำต่อๆ เนื่องกันไปเหมือนเรื่องยาว
ติชมได้ครับ
-----------------------------------------------------


จุดเริ่มของทุกเรื่องราวอยู่ที่ใด
ฉันไม่อาจระบุได้ ไม่อาจหาสาเหตุ หรือย้อนรอยใดๆ




มันเริ่มขึ้นที่ไหน........ไม่แน่ชัด
อาจที่น้ำผึ้งหนึ่งหยดกลางมหาสมุทรอินเดีย
หรือ จากหยดชาในอ่าวบอสตัน
บางทีอาจจะเริ่มจากคราบน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย



นาฬิกาเริ่มหมุนที่ตัวเลขใด... จะรู้ได้อย่างไร
ฉันไม่ใช่คนที่ใส่ถ่านนาฬิกา
ไม่ใช่แม้แต่คนตั้งเวลา
แต่มันก็เริ่มไปแล้ว เริ่มไปนานแล้ว และหมุนไปอย่างช้าๆ
นาน แสน นาน.........



เมื่อใดที่เข็มนาฬิกาหยุดลง รอบข้างฉันจะเป็นอย่างไร
เมื่อนั้น....ถ่านคงหมดจากนาฬิกา
เมื่อนั้น.....ใครจะเปลี่ยนถ่าน
ฉันเช่นนั้นหรือ?
ทำไม่ได้หรอก ฉันเคยบอกกกับตัวอง ฉันไม่มีถ่านติดตัวเลย



เวลาผ่านไปช้าๆ
เข็มสั้นเยื้องกายที่ละก้าวอย่างใจเย็น ขณะที่เข็มวินาทีหัวร่อเยาะเย้ย



เวลากำลังนำพาไปสู่จุดสิ้นสุดที่เราก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะเริ่มขึ้น
บางทีอาจจะเริ่มขึ้นแล้ว
และตอนนี้เราอยู่ระหว่างการเดินทางของความวินาศสันตะโร
อยู่กลางจุดสิ้นสูญของกาลเวลา
ในขณะที่ท้องฟ้ายังคงสว่างสดใส




ใครจะรู้ว่าเมื่อใดมันจะจบลง
หรือมันอาจจบลงแล้ว
หรือมันอาจเพิ่งเริ่มต้น
หรือความวินาศสันตะโรยังไม่ปรากฎ
ที่โผล่พ้นขอบบ่อมีเพียงเงาและกลิ่นลมหายใจของมัน
--------------------------------------------------------------------

28 พฤศจิกายน 2553

เคียงข้าง

รุเธียร 21/10/10 23.43 น.

เราเดินเคียงในป่าคอนกรีต
บอกเล่าเรื่องราวนับร้อยผ่านถ้อยคำนับล้าน
หยัดย่างไปในอาคารสูงใหญ่ ดังภูผาที่ตั้งตระหง่าน
สรรพเสียงแห่งความวุ่นวาย ว้าวุ่น ดังอึกทึกอยู่รอบกาย



ฉันเดินเคียงเธอเหนือหุบเหวแห่งความเดียวดาย
เหม่อมองลงไปในเหวไร้ก้นของความจริงที่รออยู่เบื้องล่าง
สะพานไม้สั่นคลอนด้วยความหวั่นไหวในใจ
เชือกขึงเก่าๆ กำลังจะขาด
และฉันกับเธอกำลังจะตกลงไป



เรายังคงยืนอยู่เหนือหุบเขา
หุบเขายิ่งใหญ่ เมื่อเทียบกับเรือนกายอันกระจ้อยร่อย
แต่ทว่ากลับเล็กเพียงเศษธุลี เมื่อเทียบกับป่าคอนกรีตมโหฬาร
ดังนั้น ฉันและเธอ ก็เป็นดั่งสิ่งมีชีวิตไร้ค่ากลางป่าใหญ่



ขณะที่เดินเคียงกันรอบหุบเขา
ชื่นชมความงามของชีวิตที่รายรอบความยิ่งใหญ่
เธอสะดุดล้มด้วยเศษหิน น้ำตาหยาดหยดด้วยความเจ็บปวด
ฉันประคองเธอขึ้นบนบ่า หวังเยียวยาร่างกาย
เธอและฉันกะเผลกไปในความสับสนของท้องฟ้า
และความมัวหมองของซอกหิน
เราเดินข้ามสะพานผุกร่อนแห่งความจริง
ขณะที่เชือกกำลังขาด



ฉันเร่งพยุงเธอจนถึงอีกฟากฝั่งสะพาน
ดันกายเธอให้พ้นเส้นแบ่งของความตาย
เชือกขาดลงพร้อมกับร่างของฉันที่ร่วงหล่น
สู่ความยิ่งใหญ่ของชีวิตเบื้องล่าง



ฉันมองร่างของเธอที่ดูห่างไกลไปทุกที
ความเร็วจากการตก และแรงโน้มถ่วง ดุจจะฉีกร่างฉัน
ภาพอดีตปรากฏขึ้นในความทรงจำ
เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ หยาดน้ำตา ของเธอ
ภาพเลือนหายไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับเธอที่ไกลออกไป
ไกลออกไป ไกลออกไป ไกลออกไป จนลิบสายตา



ฉันร่วงหล่นลงสู่เหวเบื้องล่าง
หลับใหลอยู่ที่นั่นนานแสนนาน
เวลาผ่านไปนานราวชั่วกัปกัลป์
ฉันสัมผัสไม่ได้ถึงความคิดถึงที่เธอส่งมา
ไม่เคยแม้แต่ละอองบางเบาของความรู้สึก
จุมพิตกับความเหงาใต้หุบเขาแห่งความเปล่าเปลี่ยว
ชั่วนิจนิรันดร์
ฉันคิดถึงเธอ คิดถึงทุกห้วงลมหายใจ แม้กาลเวลาจะทำให้หลงลืมใบหน้าอันงดงาม
แต่ความรู้สึกยังติดค้าง



แล้วเธอเล่าคิดถึงฉันบ้างไหม
หรือตอนนี้เธออยู่ในอ้อมกอดใครเบื้องบนหุบเขา



พลันฉันเห็นคนร่วงหล่นลงมา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา
บุคคลที่ชัดเจนในความทรงจำ
ฉันจำได้ว่าคือเธอ.........



------------------------------------------------------------------------------

แด่น้องชายผู้หยัดย่างอย่างสุขสมในความลวง ทว่าเดียวดาย ในความจริง

20 พฤศจิกายน 2553

ประชาธิปไตยเปลือก

**** เป็นบทความที่เขียนไว้นานแล้ว เพิ่งงัดมาลงบล๊อค ****
โดย รุเธียร

จากสถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายกันในช่วงเวลานี้ (14/5/53) ได้บั่นทอนความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยมายาวนานหลายปี นับตั้งแต่การชุมนุมประท้วงของฝ่าย “เสื้อเหลือง” ที่รุนแรงจนถึงขั้นปิดสนามบิน และฉุดกระชากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของชาวต่างชาติต่อประเทศขวานทองที่มีดินแดนน้อยๆเท่ากับรัฐๆหนึ่งให้ลงไปเกลือกกลิ้งในกองโคลน พร้อมๆกับการหนีหายของรายได้จากการลงทุนและการท่องเที่ยว จนมาถึงการประท้วงของกลุ่มคน “เสื้อแดง” ที่ฉุดกระชากความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ทะลุพื้นดิ่งสู่หุบเหวที่ลึกยิ่งกว่าเดิม ด้วยการปิดแยกราชประสงค์ แยกการค้าสำคัญที่เต็มไปด้วยศูนย์การค้าใหญ่จำนวนมาก ซึ่งนับได้ว่าเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงกรุงเทพฯด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ นอกเหนือจากรายได้ที่หดหายไปอย่างน่าใจหายแล้ว สิ่งสำคัญที่สูญหายไปยังมีอีกมากมาย ทั้งสันติภาพ ภารดรภาพ และความเป็นธรรม รวมไปถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายที่โดนฉุดคร่าไปอย่างน่าใจหาย ซึ่งเหตุทั้งหมดนี้ที่เกิดขึ้นมานั้น ถูกเอ่ยอ้างจากบุคคลทุกฝ่าย (แดง เหลือง นักการเมือง) ว่าคือประชาธิปไตยที่เขายึดถือ ประชาธิปไตย ที่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นแค่เปลือก กับความเข้าใจจอมปลอมเท่านั้น



ประชาธิปไตย หมายถึงอะไร แก่นหลักคืออะไร ตามความเข้าใจของผู้เขียน ผู้เป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลายเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสาขารัฐศาสตร์ ที่เพิ่งอ่านหนังสือไปได้ไม่กี่หน้า นั้นคงพูดได้เพียงว่า ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองอย่างหนึ่ง ที่ใช้การรับฟังเสียงส่วนรวม หรือที่เรียกว่าการปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน ด้วยประชาชน ซึ่งมีแก่นหลักที่คำว่าสิทธิ์ และหน้าที่ ซึ่งจะขออธิบายทีละคำโดยละเอียด ดังนี้ สิทธิ์ หมายถึงความชอบทำในการทำกิจกรรมหรือกิจการต่างๆ และไม่ก่อความเดือดร้อน หรือเสียหายให้ใคร เช่น คุณมีสิทธิ์ที่จะเปิดเพลงในบ้านคุณ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะเปิดดังจนรบกวนข้างบ้าน และอีกนัยหนึ่ง ข้างบ้านก็มีสิทธิ์จะโกรธและฟ้องร้องฟ้องร้องคุณฐานทำเขาเดือดร้อน แต่ไม่มีสิทธิ์ควงปืนมาถล่มบ้านคุณเช่นกัน และในส่วนของคำว่าหน้าที่นั้น จะต่างกับสิทธิ์ในส่วนที่สิทธิ์เป็นความชอบธรรมแต่หน้าที่เป็นสิ่งที่ต้องทำ หรือสมควรกระทำ หากไม่ทำตามหน้าที่นั้น ก็เท่ากับว่าละเลย เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทำหน้าที่ในการจับผู้ร้าย ก็ถือเป็นการละเลยในหน้าที่นั่นเอง



แต่กระนั้นคำว่าหน้าที่ ในบริบทของประชาธิปไตยนั้นมีความลึกซึ้ง กล่าวคือการจะปฏิบัติตามหน้าที่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้นั้น ประชาชนต้องตระหนักถึงหน้าที่ของตนอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหน้าที่ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยนั้นก็คือการที่จะนำพารัฐหรือประเทศของตนไปสู่ความเจริญ ไม่ว่าจะทางวัตถุ จิตใจ และสันติ ซึ่งหมายความว่าประชาชนทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อรัฐหรือประเทศของตน โดยมีอิสระภายใต้สิทธิ์ของตน ซึ่งสิทธิ์นี้ต้องมีความเท่าเทียมกัน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเรียกได้ว่าประชาธิปไตย



ก่อนจะพูดไปถึงเรื่องความเท่าเทียมที่ถูกนำมาใช้ในการปลุกระดมคนจนเกิดความวุ่นวายนั้น ก็ต้องขออธิบายในคำที่ว่า“ประชาชน” เสียก่อน โดยคำนี้ตามนิยามของผมมิได้หมายถึงผู้คนที่ไม่มีส่วนกับการปกครอง แต่คือบุคคลทุกผู้ทุกนาม ที่อยู่ใต้ระบอบการปกครองที่ชื่อว่าประชาธิปไตย (ต่างจากระบอบพรรคคอมมิวนิสต์ ที่มีผู้ปกครอง กับประชาชน) ดังคำกล่าวที่ว่า การปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน ด้วยประชาชน โดยในประเทศที่เรายืนอยู่นั้น แม้จะมีทหาร ตำรวจนักการเมือง หรือบุคคลทางกฎหมายที่มีสิทธิ์ และหน้าที่ในการปกครองเหนือประชาชนคนอื่นบ้าง แต่ก็ยังคงอยู่ในความชอบธรรมที่ว่าไม่ก่อความเดือดร้อนให้ประชาชนผู้อื่น และหน้าที่เหล่านั้นของพวกเขา แท้จริงก็คือหน้ากากที่สวมทับลงไปบนบุคคลที่ยังเป็นประชาชน ที่มีหน้าที่ต้องทำเพื่อรัฐ หรือประเทศอยู่นั่นเอง



ต่อไปจะกล่าวถึงความเท่าเทียมจอมปลอมที่หลายๆคนเรียกร้องกันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะในการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมา คำว่าความเท่าเทียม และสงครามประชาชนถูกนำมาพูดอย่างแพร่หลาย โดยได้มีนักวิชาการท่านหนึ่งที่ผู้เขียนเองก็หลงลืมชื่อของท่านไป ได้กล่าวเปรียบเทียบทางรายการวิทยุถึงเหตุการณ์การเมืองไทยที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รองนายกรัฐมนตรีมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฐานสั่งฆ่าผู้ชุมนุม และแกนนำถึงจะยอมมอบตัวฐานก่อความวุ่นวายว่า “เหมือนกับการที่โจรกลุ่มหนึ่ง ได้เรียกร้องให้สารวัตรที่ยิงพวกพ้องตนเองเสียชีวิต ไปมอบตัวฐานฆ่าคนตาย แล้วตนถึงจะยอมมอบตัว ทั้งๆที่การกระทำของสารวัตรคือความชอบด้วยหน้าที่” โดยกล่าวได้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่ถูกปฏิวัติด้วยความชอบธรรมในการรักษาความสงบของรัฐ ในขณะที่ผู้เรียกร้องคือผู้กระทำความผิด ที่พยายามจะเรียกร้องความเท่าเทียมในบริบทที่ต่างกัน โดยทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ชุมนุมทั้งหลายก็ยังได้หลงลืมถึง “ความเท่าเทียม” และ “สิทธิ์” อันชอบธรรม ของประชาชนคนอื่นๆที่พึงจะมีในการดำรงชีพของตน ในขณะที่ตนเรียกร้องแต่สิทธิ์ และความเท่าเทียมให้แก่พวกพ้องของตน



แล้วความเท่าเทียมที่แท้จริงคือสิ่งใด คำถามเช่นนี้ก็เกิดขึ้นในใจผู้เขียน จนกระทั่งตรองดู จึงพบว่าความเท่าเทียมนั้น จะเกิดขึ้นได้จากการเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น และหน้าที่ของอีกฝ่ายและตนเอง รวมถึงตรองดูจากความผิดพลาด และความชอบธรรมทางกฎหมาย และศีลธรรมจากการกระทำที่ได้ก่อกำเนิดขึ้น เช่น การที่ผู้ชุมนุมต้องกระทำตามสิทธิ์ของประชาชนที่จะต้องนำพารัฐไปสู่ความเจริญ และเคารพในสิทธิ์ และหน้าที่ของตำรวจ ทหาร ตลอดจนประชาชนที่ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงการยอมรับในความผิดของตนตามกฎหมาย มิใช่ถือแต่ว่าเรียกร้องหาความเท่าเทียม ที่ท้ายที่สุดก็ละเลยเรื่องอื่นๆเสียสิ้นดังเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างไปขั้นต้น



จบจากความเท่าเทียมไปแล้ว ก็จะขอกล่าวถึงเรื่องที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงคำว่า “ประชาธิปไตยเปลือก” ซึ่งคำนี้อาจจะสร้างความสงสัยให้แก่ผู้คนหลายคน ซึ่งจะอธิบาย ต่อจากแก่นหลักในเรื่องสิทธิ์ และหน้าที่ ที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ก่อนหน้า โดยในความเข้าใจของผู้คนในสังคมไทยจำนวนมากนั้น เชื่อไปว่าประชาธิปไตยหมายถึงการเลือกตั้ง โดยละเลยความจริงที่ว่าหากการเลือกตั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่ทุจริต เต็มไปด้วยการคอรัปชั่นและการซื้อเสียงเล่า พูดมาเช่นนี้อาจสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสิทธิ์ และหน้าที่ เกี่ยวแน่นอนในเมื่อการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของประชาชน ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเลือกใครก็ได้จริงอยู่ แต่ประชาชนเองมีหน้าที่ที่ต้องพารัฐ หรือประเทศไปสู่ความเจริญ ในที่นี้คือผ่านการเลือกผู้นำที่ดี และเชื่อมั่นว่านำชาติไปสู่ความเจริญได้จริง มิใช่เพียงผลประโยชน์ส่วนตน ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างง่ายๆของการรู้สิทธิ์แต่ไม่รู้หน้าที่ผ่านการเลือกตั้งประธานนักเรียนในโรงเรียน ที่ว่านักเรียนทุกคนรู้ว่าตนมีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง ซึ่งหลายๆคนก็จะเลือกผู้นำแบบเอาสนุก ไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกที่หน้าตา พวกพ้อง เลือกเอาสนุก เลือกเพราะอยากเห็นผู้นำเป็นตัวตลก และอื่นๆ สุดแล้วแต่ความสนุกจะพาไป หานักเรียนจำนวนน้อยที่ตระหนักในหน้าที่สำคัญของการพาองค์กรไปสู่ความเจริญได้น้อยนิด เฉกเช่นเดียวกับการเลือกตั้งในสังคมไทยนั่นเอง



แต่จากที่ผ่านมา จะดูเหมือนผู้เขียนกล่าวโทษผู้ชุมนุม แต่แท้จริงแล้ว ผู้เขียนนั้นไม่ได้อยู่ผ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องมากจากว่าผู้เขียนไม่เคยศรัทธาในระบบประชาธิปไตยปลอมที่ใช้กันในประเทศไทยขณะนี้ รวมถึงผู้เขียนก็ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวนักการเมืองด้วย เพราะจากประสบการณ์ของผู้เขียนในการฟังการอภิปรายในสภาแต่ละครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งหลังๆนั้นไม่ได้ให้ความแตกต่างอะไรกับการเถียงกันของเด็กประถมที่เถียงอย่างข้างๆคูๆ ผิดกับภาพนักการเมืองในอุดมคติที่ควรเป็นผู้สูงส่งทางปัญญา เถียงด้วยเหตุผล และใช้ความเป็นปัญญาชนในการอภิปราย ซึ่งแม้จะฟังจากวิทยุไม่เห็นหน้าค่าตาผู้พูด แต่ก็ให้ความรู้เหมือนกับหลุดไปในโลกของหนังสือ “Lord of the flies” ที่สะท้อนการเล่นเกมการเมืองการปกครองที่นำไปสู่การเปิดเผยความดิบเถื่อนในตัวมนุษย์ ของเด็กติดเกาะกลุ่มใหญ่ออกมา



ซึ่งในเรื่องนี้คงสามารถพูดได้ว่า แม้แต่นักการเมืองที่มีอำนาจการปกครองอยู่ในมือยังไม่ปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ว่าด้วยสิทธิ์ และหน้าที่เลยสักครั้ง สังเกตได้จากสิ่งใดน่ะหรือ หากดูง่ายๆเลยนั้น ลองหาหน้าที่ของผู้นำที่ต้องแอ่นอกรับทุกอย่างจากการประท้วงในเหตุการณ์ปัจจุบันดูก็ได้ ซึ่งจะทำให้เห็นการละเลยหน้าที่ของความเป็นผู้นำ ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม และฝ่ายนักการเมือง โดยฝ่ายผู้ชุมนุมผู้นำก็ยืนอยู่ในจุดปลอดภัยคอยสั่งการ ไม่เสี่ยง ไม่รับผิดชอบ ไม่ต่างจากนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ส่งทหารไปยืนเฝ้า ไม่สั่งการใช้อาวุธ(สังเกตจากการสั่งการช่วงแรกที่นายสุเทพสั่งให้อาวุธตั้งแต่กระสุนยางและแก็สน้ำตาต้องได้รับการอนุมัติจากตน พลอยทำให้ตำรวจและทหารมีเพียงตะบองและโล่ห์) ไม่ห่วงความปลอดภัยของทหาร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นไปด้วยความไม่อยากรับผิดชอบของนักการเมือง ที่พยายามปัดความผิดให้เหล่าทหารหากพลาดพลั้งมีผู้ชุมนุมเสียชีวิต (นักการเมืองสามารถกล่าวอ้างว่าไม่ได้สั่งจู่โจม แต่ปล่อยให้ทหารตอบโต้ป้องกันตัวเอง ซึ่งเป็นเหตุให้ฝ่ายทหารและตำรวจเกิดการบาดเจ็บล้มตาย) แต่ท้ายที่สุดนักการเมืองก็ถึงเวลารับผิดหลังจากการสั่งสลายชุมนุมที่พยายามบิดเบือนคำเป็นการขอพื้นที่คืนอยู่ดี หรือแม้แต่ทหารหรือตำรวจหลายคนที่เอาแนวคิดของตนด้านการเมืองมาผสมกับหน้าที่ แล้วยึดหลักตามอุดมการณ์การเมืองของตนสร้างความวุ่นวายภายใน ที่ขัดต่อหน้าที่ “ปกป้องชาติของตน” หรือแม้แต่การเอาหน้าที่มาหาผลประโยชน์ ทั้งส่วน สินบน และอื่นๆอีกนั่นเอง



ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องที่ผู้เขียนบอกเล่าออกมาผ่านบทความนี้จะจริงเท็จเพียงใด แต่สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสะท้อนออกมาก็คือฐิติ อัตตา ของเหล่าคนในสังคมไทยจำนวนมากที่ยังมองคำว่าประชาธิปไตยไม่ละเอียดลึกซึ้ง แล้วนำเอาประชาธิปไตยบนแผ่นกระดาษในความคิดของตนนั้น มาเอ่ยอ้างเพื่อประโยชน์ของตน ยึดมั่นในตัวตนของตน และพวกพ้องของตน มากกว่าประโยชน์ของชาติ ซึ่งก็ล้วนแต่รู้ถึงสิทธิ์(ที่สำคัญไปว่าเหนือกว่าคนอื่น)ของตน แต่ไม่รู้ในหน้าที่นั่นเอง

ระบบไพร่ในไทย ความจริงที่ยังไม่หนีไปไหน

ระบบไพร่ในไทย ความจริงที่ยังไม่หนีไปไหน
โดย รุเธียร 01/09/53

**หมายเหตุ** บทความนี้อาจทำให้ผู้เขียนโดนไล่กระทืบหากผู้อ่านไร้วิจารณญาณ


“ไพร่” เราคงคุ้นเคยกับคำนี้ดีตลอดช่วงเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่คำๆนี้ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่งของการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง ในกรุงเทพฯ โดยพวกเขาได้ยกประเด็นที่ว่าด้วยคำว่า “ไพร่” มาบอกเล่า บอกกล่าว และวิพากษ์ ถึงความไม่เท่าเทียมในสังคมไทยผ่านเรื่องราวของชนชั้น ทั้งนี้ผู้คนหลายคนที่ได้ฟัง อาจจะแสดงความไม่เห็นด้วย “จะมีไพร่ในสังคมไทยได้อย่างไร จะมีชนชั้นในสังคมไทยได้อย่างไร ในเมื่อเราเป็นชาติประชาธิปไตย” หรือในประโยคนี้ โดยนัยคือ หากคำว่า “ไพร่” แปลว่าประชาชนคนทั่วไป ดังนั้นทุกคนก็เป็นไพร่เสมอกัน ไม่มีชนชั้น ทุกคนเท่ากัน แต่เรามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า บางครั้งบางคราวคำว่าไพร่อาจไม่ได้หมายความแค่ชนชั้นประชาชนรากหญ้าอย่างที่เราเข้าใจกันก็ได้


ในความหมายของคนเสื้อแดง “ไพร่” หมายถึง ประชาชนชั้นรากหญ้าที่ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง หรือไม่ใช่ชนชั้นกลางในเขตกรุงเทพฯ ที่ไม่ว่าจะมีอะไรก็ต้องมาประเคนให้ ตามลักษณะรัฐรวมศูนย์ (Centralized State) แบบประเทศไทย แต่หยุดก่อนเลย ขอพักเรื่อง “ไพร่” ตามสไตล์คนเสื้อแดงไว้ก่อน ในบทความนี้เราจะไม่กล่าวถึงไพร่ในนิยามนั้น แต่จะกล่าวถึง “ไพร่” จริงๆ ในสังคมไทย “ไพร่” ตามความหมายเดิมแบบต้นรากของสังคมไทย ความหมายดั้งเดิมในยุคอยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไพร่หมายถึงบุคคลธรรมดา ประชาชนชั้นรากหญ้า ที่ไม่ใช่พระสงฆ์ ไม่ใช่กษัตริย์ ไม่ใช่ขุนนาง และไม่ใช่ทาส กล่าวคือไพร่ คือคนธรรมดาสามัญ ไม่มีอำนาจใดทั้งทางศาสนา การเมือง การปกครอง หรือการทหาร กระนั้นไพร่ก็ไม่ได้เป็นผู้ถูกจองจำไร้อิสระเช่นทาส ที่แม้ชีวิตและลูกเมียก็ตกอยู่ใต้เจ้าชีวิต แต่หากจะบอกว่าไพร่เป็นอิสระก็ไม่ใช่อีก ในสมัยก่อนรัชกาลที่ 5 ไพร่อยู่ใต้การปกครองของขุนนางตามระบบศักดินา มีระบบการเกณฑ์ไพร่พลผ่านขุนนางต่างๆ ตลอดจนการเกณฑ์ไพร่พลไปเป็นกำลังพลของส่วนกลาง โดยขุนนางมีหน้าที่รวบรวมไพร่ของตนไปขึ้นตรงต่อกษัตริย์ จนเมื่อในสมัยหนึ่งเมื่อยุคสมัยและกาลเวลาเห็นว่าขุนนางมีอำนาจมากเกินไปจากการที่มีไพร่ในครอบครองทำให้เหมือนราวกับมีกองทหารส่วนตัว ระบบไพร่ที่ขึ้นตรงต่อขุนนางก็โดนยุบ ปวงประชาทุกคนเป็นไพร่ใต้แผ่นดินไทย เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งในยุคนี้แม้แต่ประเทศราชก็ถูกผนวกเข้ากับส่วนกลาง ในรูปแบบการรวมศูนย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนจะมีการเลิกระบบไพร่ และทาสต่อมา ซึ่งส่งผลให้ระบบเกณฑ์แรงงานมารับใช้รัฐในไทยหมดไป ทุกคนมีอิสระในชีวิต


แต่หากท่านผู้อ่านกำลังคิดว่าระบบไพร่หมดไปแล้วจากสังคมไทย เพราะการเลิกระบบไพร่ และทาสในยุคก่อนแล้วล่ะก็ จงคิดดูเสียใหม่ จริงอยู่ที่ระบบไพร่ถูกบอกว่ายกเลิกไปแล้ว แต่หากเราเปรียบเทียบดูดีๆแล้ว ยังคงมีไพร่ในสังคมไทย ไม่ใช่ระบบชนชั้นที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงในบทความนี้ แต่คือการเกณฑ์แรงงานของไพร่ในสังคมไทยเดิม และการเกณฑ์แรงงานของไพร่ในสังคมไทยใหม่ อ่านถึงตรงนี้ผู้อ่านอาจแย้งว่า จะมีได้อย่างไรก็เห็นๆอยู่ว่าไพร่ยกเลิกไปแล้ว ในทรรศนะของผู้เขียน ผู้เขียนเห็นว่ามี เพียงแต่เปลี่ยนคำเรียกขานไปเท่านั้น จากการเกณฑ์ไพร่สม ไปเป็นทหารประจำการ ก็เปลี่ยนผ่านสู่พระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร พ.ศ. 2448 และถูกประบแก้เพิ่มเติมในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ซึ่งโดยสาระแล้วไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนัก แค่เปลี่ยนช่วงเวลาการประจำการ และคำเรียก จากไพร่สม ไปเป็นทหารเกณฑ์ โดยในส่วนของเวลาประจำการจากเดิมที่ไปทุกปี ก็กลายเป็นไปตามกำหนดอายุ 2 ปี แต่โดยรวมแล้วถึงจะหมดจาก 2 ปีของการเกณฑ์ทหาร แต่ผู้ถูกเกณฑ์ก็ยังอยู่ในสถานะ “กำลังพลสำรองของชาติ” ที่มีโอกาสถูกเรียกใช้งานได้ตลอดเวลา หากไม่ไปตามประกาศเรียกตัวแล้วก็ผิดกฎหมาย มีบทลงโทษ ถูกปรับ ติดคุก ถ้าเช่นนั้นแล้วเราเป็นอิสระชนตรงไหน ในเมื่อแท้จริงเราก็ต้องขึ้นตรงกับภาครัฐ เป็นแรงงานของรัฐอยู่เช่นเดิม ไม่ได้หลุดกรอบไปจากคำว่าไพร่แม้แต่น้อย


หากกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องเป็นทหารทุกคน เพราะทางภาครัฐมีตัวเลือกให้เรียนรักษาดินแดนหรือ ร.ด. แล้วไม่ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ แต่หากมองดีๆแล้วไม่ใช่เลย เราไม่มีโอกาสได้เลือกว่าจะเป็นทหารหรือไม่ เราแค่เพียงเลือกว่าจะเป็นตอนไหน เพราะอย่างไรก็ตามชายไทยทุกคนก็ต้องไปเป็นกำลังพลสำรองของชาติอยู่ดี อยู่ที่จะผ่านการฝึกในรูปแบบใด รักษาดินแดน หรือเกณฑ์ทหารเท่านั้น และหากจะกล่าวว่าการเป็นทหารเป็นสิ่งที่ชายไทยจะต้องทำ เพื่อแสดงถึงการรับใช้ชาติ ผู้เขียนก็มีคำถามชุดหนึ่งต่อชุดความคิดนี้ แล้วผู้หญิงล่ะ ไม่จำเป็นต้องรับใช้ชาติหรือ หากจะกล่าวว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิ์ของ “บุรุษ” ก็ว่าได้ หรือหากจะมองในอีกมุมมองหนึ่งเรื่องของการรับใช้ชาติเป็นเรื่องสำคัญ แต่ลองตั้งคำถามกับมันดูสักนิดว่าเราอยู่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยใช่หรือไม่ หากคำตอบคือ “ใช่” แล้ว เราก็ต้องเคารพในความแตกต่าง และความเป็นปัจเจกของผู้คน ดังนั้นจำเป็นหรือที่การรับใช้ชาติ จำต้องบังคับ และจำกัดอยู่ที่การเป็นทหารเท่านั้น


อีกทรรศนะหนึ่งของผู้เขียนต่อเรื่องนี้คือเรื่องของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จริงอยู่ที่ในอดีตการเกณฑ์แรงงานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการก่อร่างสร้างเมืองและการทำสงครามก็จำเป็นต้องเกณฑ์กำลังพลมากมายไปรบ แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีที่วิวัฒนาการจนก้าวหน้ามากขึ้นประกอบกับความจำเป็นทางการทหารที่ลดน้อยลง เพราะสนามรบบนโลกถูกเปลี่ยนไปเป็นสนามการแข่งขันในเรื่องเศรษฐกิจแทนแล้ว แต่กระนั้นทหารก็ยังเป็นการลงทุนที่ทุกประเทศจำต้องมี เพื่อการป้องกันประเทศของตน เปรียบได้กับการซื้อประกัน หรือการซื้อถังดับเพลิงนั่นเอง แต่อย่างที่ผู้เขียนกล่าวไปว่าเทคโนโลยีก้าวล้ำไปมากมายแล้ว บัดนี้เราไม่จำเป็นต้องใช้ไพร่พลมากมายในการรบอีกต่อไป ระบบการเกณฑ์ทหารที่ฝึกฝนผู้คนจำนวนมาก ให้รู้วิชาทหารแบบงูๆปลาๆ แค่พอรบได้นั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องเอางบประมาณประเทศไปผลาญอีกต่อไป เพราะเรามีตัวเลือกด้านเทคโนโลยี และการฝึกต่างๆ ที่สามารถเพิ่มสมรรถภาพให้กองทัพได้แม้มีจำนวนคนน้อย ได้แก่ ขีปนาวุธ เครื่องบินบังคับด้วยหุ่นยนต์ ฯลฯ ไม่จำเป็นอีกต่อไปที่จะต้องนำไพร่พลถือปืนถือดาบวิ่งประจัญบานให้สูญเสียมากมายเหมือนในอดีตแต่อย่างใด


ดังนั้นจากข้อความที่กล่าวไปทั้งหมดผู้เขียนมีทรรศนะว่าพวกเราสมควรที่จะยกเลิกพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร พ.ศ. 2448 ลงเนื่องด้วยเหตุผลในเรื่องของความล้าสมัย และเป็นการใช้งบประมาณที่สิ้นเปลือง ตลอดจนเป็นสิ่งหนึ่งที่ ”ขัด”หลัก สิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย หากจะหาตัวอย่างจากเรื่องนี้ผู้เขียนขอเสนอว่าให้ดูประเทศสหรัฐฯ เป็นแบบอย่าง สหรัฐฯ ในปัจจุบันใช้ระบบสมัครทหาร ไม่ใช่การเกณฑ์ตามอายุ เน้นปริมาณที่น้อยหากเทียบกับคนทั้งประเทศ แต่ทว่าเน้นการฝึกที่ขันแข็ง และเทคโนโลยีเสริมทางการทหารแทน กล่าวคือการยกเลิกระบบทหารเกณฑ์ในไทยจะเป็นจุดสุดท้ายของการยกเลิกระบบ “ไพร่” ในประเทศไทย ในส่วนของการรับใช้ภาครัฐของประชาชนลงอย่างสมบูรณ์ ตามแนวคิดของประชาธิปไตยยุคโมเดิร์น ที่ว่าด้วยประชาชนคือผู้ถืออำนาจอธิปไตย และภาครัฐไม่สมควรที่จะบังคับขู่เข็ญประชาชนภายใต้การอยู่ร่วมกันของประชาชนและภาครัฐ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ภาครัฐก็ไม่มีความชอบธรรมในการปกครองอีกต่อไป เพราะอำนาจของภาครัฐมีด้วยประชาชน ใยต้องให้ประชาชนเป็น “ข้า” ของภาครัฐเล่า

ชาตินิยม นิยมอะไรดี

ชาตินิยม นิยมอะไรดี
โดย รุเธียร 3/10/53 13.21 น.


ในห้วงเวลาของประวัติศาสตร์และการศึกษา เด็กยุคใหม่หลายต่อหลายคนกล่าวว่า “ชาตินิยม” เป็นสิ่งที่ดี เพราะหากเรารักในชาติ ทุ่มเทเพื่อชาติ เหมือนเช่นที่คนญี่ปุ่นเป็น สิ่งนั้นก็จะนำมาสู่ความเจริญของชาติ โดยคำพูดเหล่านี้มักถูกบอกเล่าผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้ แล้วมีการ “กามิกาเซ่” หรือเอาเครื่องบินพุ่งชนเรือสหรัฐฯ ซึ่งผู้คนหลายกลุ่มที่ศึกษาเรื่องนี้ มักมองว่าเป็นการแสดงตนถึงการรักชาติ และเป็นนิสัยที่จะนำชาติสู่ความเจริญ หลายคนเอาคำว่า “รักชาติ” มากล่าวอ้างในประเด็นทางการเมืองต่างๆ ทั้งในประเทศ ระหว่างประเทศ และอีกมากมาย หลายคนเองก็พูดว่าหากคนไทย “รักชาติ” และมีความเป็น “ชาตินิยม” ชาติคงมุ่งสู่ความเจริญได้แน่นอน


ก่อนที่จะมองถึงความเจริญของชาติผ่านการกระทำแบบ “ชาตินิยม” ผู้เขียนขอเสนอมุมมองอีกอย่างหนึ่งเพื่อสนับสนุน และเพิ่มองค์ประกอบของคำว่า “ชาตินิยม” กันก่อน “ชาตินิยม” คำนี้ใช่ว่าประเทศไทยไม่เคยทำ “ชาตินิยม” ถูกใช้ในประวัติศาสตร์ไทยครั้งแรกในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม (จอมพล ป.) ซึ่งหากมองแล้วก็เป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกยกมาใช้เท่านั้นเอง หากเรามองถึง “ชาตินิยม” ของจอมพล ป. ที่ดูจะตลกๆ ขัดกับการตีความ “ชาตินิยม” เพราะจอมพล ป. นิยมการแต่งกายแบบตะวันตก ดื่มสุราตะวันตก ปฏิวัติวัฒนธรรมด้านดนตรี และมหรสพ ของสังคมไทย จากข้ออ้างที่ว่าเพื่อความเป็นอารยะ อพิโถ อย่าว่าแต่อารยะเลย แค่รักษาคอนเซ็ป “ชาตินิยม” ก็ไม่ใช่เสียแล้ว การกระทำที่ผู้เขียนบอกกล่าวไปเบื้องต้น ไม่ได้แสดงออกถึงการ “อนุรักษ์” เอกลักษณ์ของชาติตรงไหน ซ้ำยังไปนิยมตามชาติตะวันตกเอาเสียอีก หากพูดแล้ว การกระทำเช่นนั้น ควรจะนิยามว่า “ต่างชาตินิยม” มากกว่า


กลับมาดูที่คำว่า “ชาตินิยม” หากแปลตรงๆตัวคือ นิยมในชาติ แล้วชาติในที่นี้คืออะไรกัน ถ้าถามในทรรศนะของผู้เขียนคงจะตอบว่า “เอกลักษณ์” ที่บ่งบอกถึงความเป็นชาติของเรา เอาล่ะเมื่อมาถึงตรงนี้แล้วลองมองย้อนกลับไปที่ประเทศเจ้าตำหรับ “ชาตินิยม” ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งหลาย ญี่ปุ่นยึดเอกลักษณ์ในวิถีซามูไร เป็นนิยาม “ชาตินิยม” ของเขา อิตาลี และเยอรมัน ยึดหลักเชื้อชาติของชาวอารยัน และชาวโรมัน เป็นเอกลักษณ์ในความเป็นชาติของเขา หันกลับมามองที่ประเทศของเรา หากจะยึดหลักชาตินิยมในปัจจุบันนี้เราจะไปยึดอะไรดี อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย?


พักคำถามเมื่อครู่ไว้ก่อน มาดูสถานการณ์ปัจจุบันในชาติไทยของเรา กับการกล่าวอ้างถึงความเป็น “ชาติ” ที่หลายๆ คนมัวแต่พร่ำบอก ในเรื่องของเหตุพิพาทเขาพระวิหาร คนกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้เอากลับคืนมา แล้วอ้างถึงความเป็นเอกลักษณ์ และอธิปไตยของชาติ หรือจะว่าอย่างอื่นอีกมากมาย ก็ตามแต่จะพูดกัน ซึ่งมีครั้งหนึ่งผู้เขียนได้แสดงทรรศนะในเรื่องนี้แก่เพื่อนผู้สนับสนุนการเรียกคืนเขาพระวิหาร ว่า “คงต้องปล่อยไป เพราะตามเอกสารการยืนยันที่ผ่านมา ไทยพ่ายแพ้ในรูปคดี และเสียเขาพระวิหารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่ต้องสร้างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านต่อ ควรมองผลประโยชน์ระยะยาวเรื่องเศรษฐกิจ และการรวมประชาคมอาเซียน ใน ค.ศ. 2015 ที่จะมีถึงดีกว่า” ปรากฏว่าเพื่อนของผู้เขียนต่อมชาตินิยมแตก ด่าผู้เขียน ในเชิงที่ว่า “ไม่รักขาติ” แล้วพูดในเชิงที่ว่าจะประชาคมอาเซียน จะเศรษฐกิจ จะเรื่องใด จะสำคัญเท่ากันรักษาเอกลักษณ์ของชาติไว้เล่า


พอถึงตรงนี้ผู้เขียนจำต้องกลับไปที่คำถามที่ตั้งค้างให้ผู้อ่านอีกครั้ง “เอกลักษณ์” ของไทยคืออะไร ถ้าตอบได้ ค่อยมานิยามคำว่า “รักชาติ” กับคำว่า “ชาตินิยม” กัน ซึ่งหากพูดถึงเขาพระวิหาร ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ เขาพระวิหารไม่ใช่เอกลักษณ์ของชาติไทย (ชาติเดียว) แต่คือเอกลักษณ์ของแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ต่างหาก โดยจะขออธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่อง วัฒนธรรมสุวรรณภูมินี้หน่อย ว่าไม่ใช่วัฒนธรรมที่ล็อคไว้ในดินแดนของใครชาติใดชาติหนึ่ง เหมือนทางกรีก และโรมัน ที่มีการสืบทอดดินแดนมาชัดเจน หรือแม้แต่อินเดียเองก็ตาม แต่วัฒนธรรมในสุวรรณภูมิ ถูกสืบทอดผสมผสาน ทั้งเปอร์เซีย อิสลาม จีน พราหมณ์ พุทธ คริสต์ กล่าวได้ว่าตะวันตกจนตะวันออก แล้ววัฒนธรรมเหล่านั้นก็สืบผสานลงไปในรากของอาณาจักรต่างๆ ไม่ว่าจะหงสาวดี ศรีวิชัย โยเดีย (อยุธยา) ขอม ญวน ล้านช้าง ล้านนา กล่าวคือดินแดนเขตนี้เติบโตมากับวัฒนธรรมผสาน และกลายเป็นประเทศที่มีความเหมือนและจุดร่วมทางวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด จริงอยู่ที่วัฒนธรรมทุกอย่างอาจไม่เหมือนกัน แต่ด้วยที่ดินแดนนี้ครอบแบ่งประเทศตามเขตครอบครอง ไม่ได้ตามวัฒนธรรม ทำให้เชื้อชาติและวัฒนธรรมกระจายไปทั่ว เช่น เราจะเห็นวัฒนธรรมมลายูในทางใต้ของไทย วัฒนธรรมเปอร์เซียในโบสถ์ตระกูลบุนนาค วัฒนธรรมจีนที่เยาวราช และวัฒนธรรมล้านนาที่มีส่วนผสมของพม่าในเชียงใหม่ พอกล่าวมาถึงตรงนี้ ย้อนถามกลับไปว่าแล้วเขาพระวิหารใช่ของไทยไหม ก็ไม่ แต่ถ้าจะอ้างว่าดินแดนนี้เคยตกใต้อาณัติไทยก็ต้องเป็นของไทย ถ้าเช่นนั้นก็จงยกทหารไปยึดเวียดนามซะเถิด ที่นั่นก็เคยตกใต้อาณัติไทยเช่นกัน 12 ปันนา และพม่าเองก็ด้วย เคยอยู่ใต้อาณัติของไทยหมดเลย แต่ถ้ากล่าวไปแบบนี้มันก็ตลกไปหน่อย เอาอะไรมาพูดว่านั้นคือไทยเล่า ตอนนั้นยังเป็นอาณาจักรอยู่เลยมิใช่หรือ อาณาจักรอยุธยานั่นไง แต่ถ้าหากมองว่านั่นคือไทยแล้ว เช่นนั้นลองมองย้อนไปอีกนิด ตอนปลายสุโขทัย ต้นอยุธยา สองอาณาจักรไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียว แล้วเช่นนั้นอันไหนคือไทย?


ยิ่งกล่าวไปก็ยิ่งงง เอาเป็นว่าบทความนี้จะทวงถามถึงเพียงคำว่า อะไรคือ “เอกลักษณ์” ของชาติไทย “ในโลกนี้มีอะไรเป็นไทยแท้ ของไทยแน่นั้นหรือคือภาษา” ประโยคนี้ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เพราะภาษาไทยก็มีรากจากภาษาขอม ไม่ใช่ของไทยแท้แน่นอน แล้วอะไรคือของไทย อะไรคือวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย ถามไว้อย่างนี้ไม่ใช่เพื่ออะไร แต่เพียงแค่เอาไว้ตอกถามคนที่เอาแต่อ้างถึง “ชาตินิยม” จะนิยมอะไรกันดี ฝากเก็บไปคิดสักนิด และในอีกประเด็นหนึ่ง จะนิยมกันแค่ไหน ขอบเขตมีเพียงใด ไม่ใช่พล่ามแต่ชาตินิยม เสร็จแล้วก็เดินเข้าห้างติดแอร์ กินพิซซ่าอิตาลี สวาปามแฮมเบอร์เกอร์อเมริกา ต่อด้วยลิ้มรสซูชิ ญี่ปุ่น นี่ก็ไม่ใช่ชาตินิยม ดังนั้น หากจะพูดคำว่า “ชาตินิยม” แล้วอยากน้อมนำคำนั้นมาใช้ ผู้เขียนอยากฝากให้คิดว่า จะเอามาใช้อย่างไร ในภาวะของโลกาภิวัตน์ทุกวันนี้ มิใช่อวดอ้างว่าชาตินิยม แต่ก็ทำเพียงลัทธิเอาอย่าง เห็นชาติอื่นทำก็อยากบ้าง ทั้งที่ตัวเองเป็น “ต่างชาตินิยม”

ระลึกถึง 58 ชีวิต แต่อย่าลืม 90 ศพ

ระลึกถึง 58 ชีวิต แต่อย่าลืม 90 ศพ
รุเธียร 27/10/53

**หมายเหตุ** บทความนี้อาจทำให้ผู้เขียนโดนไล่กระทืบหากผู้อ่านไร้วิจารณญาณ



ในขณะที่ผู้เขียน เขียนบทความนี้ ประเทศไทยก็ได้ประสบปัญหาภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่กินพื้นที่กว่า 30 จังหวัด อุทกภัยครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใดก็ตาม จะพายุ หรือน้ำทะเลหนุน ก็ล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งในและนอกเขตเมืองทั้งนั้น แต่ดูเหมือนว่าประชาชนนอกเขตเมือง จะได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องด้วย “ความสำคัญ” ของเมืองหลวงที่ทำให้ต้องสร้างเขื่อน และการกักเก็บน้ำ เพื่อป้องกันการท่วมเขตธุรกิจสำคัญของประเทศ ซึ่งจมน้ำได้ง่าย (อยู่ในที่ราบลุ่ม) นั่นเอง กล่าวคือ ปัญหาต่างๆ ผู้คนที่อยู่นอกเขตเมือง มักพบเจอปัญหามากมาย แต่คนในเขตเมืองกลับไม่รับรู้ด้วยระบบการจัดการของภาครัฐนั่นเอง


ในช่วงเช้าของวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ฟังครูท่านหนึ่งพูดหน้าแถวที่โรงเรียน ว่าด้วยเรื่องราวของผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งก็กล่าวถึงความยากลำบากของผู้คนที่ประสบปัญหา และย้อนมองมาที่เราซึ่งกำลังอยู่อย่างสุขสบาย ณ เมืองหลวง ซึ่งแทบไม่รับรู้ความยากลำบาก ที่มีทั้งการอดอยาก โรคภัย ไข้เจ็บ ฯลฯ โดยคุณครูท่านนี้ได้ให้ประโยคสวยหรูให้นักเรียนได้ตระหนัก และรู้สึกเห็นควรกับการลุกขึ้นมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ว่า “เราต้องระลึกถึง 58 ชีวิต ที่ได้เสียสละเพื่อพวกเราในอุทกภัยครั้งนี้” ซึ่งเหตุของคำพูดนั้นมาจาก ในช่วงเวลาที่ผู้เขียนเขียนบทความนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมถึง 58 คน และการเสียสละที่ว่าก็หมายถึงการที่ผู้คนในจังหวัดอื่นๆ ต้องประสบปัญหา แทนคนในกรุงเทพฯ ที่สุขสบาย ดังนั้นการจะปล่อยให้เขาเผชิญชะตากรรมย่อมไม่ใช่เรื่องดี


คำพูดของครูท่านนั้นได้สะกิดประเด็นบางอย่างในใจผู้เขียน ประเด็นที่ข้องเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมา ที่เหล่าผู้ชุมนุมใช้ชื่อว่าเสื้อแดงเดินทางมาปิดถนนหลายจุดในกรุงเทพฯ และก่อให้เกิดความรุนแรงจากการสลายการประท้วงจนมีผู้เสียชีวิตถึง 90ราย คำถามที่เกิดขึ้นในใจผู้เขียนคือ “แล้ว58ราย กับ90ราย ต่างกันอย่างไร” ในขณะที่ 58รายเสียชีวิต และผู้คนจำนวนหนึ่งพบปัญหาในการใช้ชีวิต พวกเราคนกรุงช่วยกันประชาสัมพันธ์ และลงไปช่วยเหลือ ขณะเดียวกันผู้คนที่ได้รับผลกระทบจึงออกมาแสดงออกผ่านการชุมนุม และนำไปสู่การปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บมากมาย แต่ผลตอบรับของคนกรุงฯ ที่ต่างออกไปคือคำก่นด่า เช่น “ตายๆ ไปซะให้หมด” หรือ “ไอ้ควายแดง” ซึ่งหากมองหาจุดร่วมของคนสองกลุ่มนี้ ก็คือความยากลำบากจากการอยู่นอกเขตเมืองหลวง ในเหตุการณ์ที่โดนน้ำท่วมก็คือเสียที่อยู่ ป่วย อดอยาก ขาดรายได้ ในลักษณะเดียวกันกลุ่มผู้ประท้วงก็เริ่มด้วยการขาดรายได้ อดอยาก ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีบ้านอยู่ ทั้งจากหนี้สิน ภาวะความไม่เป็นธรรมทางกฎหมาย ตลอดจนการไม่ใส่ใจของรัฐ อีกทั้งการประท้วงในแต่ละครั้งก็ไม่เคยได้รับความสนใจ ทั้งจากสื่อ รัฐ และประชาชนคนอื่นๆ ซึ่งกลับมองพวกเขาเป็นกรอบนอกของประเทศ ไม่เห็นความสำคัญ ทั้งที่พวกเขาเป็นผู้พยุงประเทศ ด้วยหลังของกรรมาชีพ และการเกษตร เฉกเช่นเดียวกันกับผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ล้วนเป็นเกษตรกร และชาวบ้านต่างจังหวัดเป็นต้น แล้วสิ่งใดกันที่ทำให้การปฏิบัติของคนไทยด้วยกันแตกต่างกันออกไปขนาดนี้


เมื่อกล่าวถึงจุดร่วมแล้ว ก็ต้องกล่าวถึงจุดต่างที่บ่งบอกมาตรฐานของการปฏิบัติ ซึ่งในทรรศนะของผู้เขียนแบ่งออกเป็นหลายประเด็น ได้แก่ การคิดต่าง ซึ่งเมื่อผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ออก เพราะเชื่อว่าเขาให้ความไม่เท่าเทียมกับพวกตนเท่ารัฐบาลเก่า แต่คนกรุงฯ (ที่ไม่ได้รับผลกระทบเช่นพวกเขา) กลับมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจนั้น คือรัฐบาลที่ดี ผิดกับรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ชื่นชอบ โดยเหตุของความคิดที่ต่างกันจะไม่ขอพูดถึงในบทความนี้ ทว่าความคิดต่างทางการเมืองนั่นเองที่เป็นแรงผลักของการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม จุดต่างต่อมาคือเรื่องของผลกระทบต่อคนกรุงฯ แน่นอนว่าอุทกภัยส่งผลต่อคนกรุงฯ เป็นปริมาณที่น้อยมาก ลักษณะการปฏิบัติ จึงเป็นช่วยเหลือ และเมตตา ในฐานะเพื่อนมนุษย์ แต่การชุมนุมนั้นแตกต่างออกไป ตรงที่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนกรุงฯ ให้แตกต่างไปจากเดิม เพื่อหวังความสนใจ ต่างจากเรื่องของอุทกภัยที่เกิดจากการประโคมข่าว และน้ำที่เริ่มบ่าเข้ากรุง (น่าสังเกตที่การเรียกร้องสิทธิของชาวบ้าน และประชาชนกลุ่มต่างๆ ก่อนเป็นเสื้อแดง จะไม่ได้รับความสนใจจากสื่อ) การปฏิบัติของคนกรุงฯ ต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงจึงเป็นไปในลักษณะของความรำคาญ (ที่ถูกกระทบชีวิต และกลายเป็นผู้ถูกกระทำ) โดยไม่มองปัญหาต้นเหตุของการชุมนุม เพราะถือว่าตนได้รับผลกระทบนั่นแล้ว


กล่าวโดยสรุปความแตกต่างของการปฏิบัติที่เห็นได้ชัดนี้ อาจจะมาจากการเรียกร้อง เนื่องจากผู้ประสบภัยน้ำท่วมออกมาเรียกร้องอะไรไม่ได้ (เรียกร้องกับใครไม่ได้ด้วย นอกจากธรรมชาติ) แต่ผู้ชุมนุมด้านการเมืองหรือกลุ่มเสื้อแดง เป็นการเรียกร้องที่ส่งผลกับคนกรุงฯ จากความสงสารจึงกลายเป็นรำคาญ ผู้เขียนไม่ขอกล่าวว่าเป็นความผิดของผู้ชุมนุม เพราะเขาก็มีสิทธิ์ในการเรียกร้องสิทธิ์ของเขาที่ควรจะได้ เช่นเดียวกับผู้ประสบภัยพึงได้ถุงยังชีพ แต่โดยมุมมองของพวกเราแล้วเรากลับมองการเรียกร้องเป็นสิ่งน่ารังเกียจ อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยไม่ชอบคนโวยวาย เราพึงสนใจแต่การก้มหน้ารับกรรมอย่างสงบนิ่ง และรอให้สังคมยื่นมือไปช่วยด้วยความสงสาร แน่นอน เราจะระลึกถึง 58ราย แต่ห้ามลืม 90ศพ และผู้คนที่ไม่ยอมรับกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ออกมาเรียกร้องเพื่อสิทธิ์ การเรียกร้องที่น่ารำคาญ และไม่คู่ควรแก่ความเมตตาสำหรับชาวเมือง

การสังวาสของถ้อยคำ

การสังวาสของถ้อยคำ
รุเธียร 30/10/53

ฉันเดินทางในห้วงเวลา
เวลาเดินทางในห้วงฉัน
ในห้วงเวลาฉันเดินทาง
ห้วงเวลาเดินทางในฉัน

ผ่านความจริงและความลวง

บทกวีเป็นเพียงสัญลักษณ์

อิสรเสรีทว่าถูกพันธนาการ
ใต้โครงสร้างของถ้อยคำ

กระแสของเวลาไหลไป

ฉันสงบนิ่ง
ตั้งคำถามกับถ้อยคำ
รื้อถอนโครงสร้างของมัน
จุมพิตกับข้อต่อผ่านห้วงเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฉันรักเธอ
เธอรักฉัน
รักฉัน, เธอ
รักเธอ, ฉัน
เธอ, ฉันรัก
ฉัน, เธอรัก

ใต้โครงสร้างของความรัก
เราไม่เคยรักกัน

การแปรเปลี่ยนของถ้อยคำ
ไม่อาจเปลี่ยนความจริง