หน้าเว็บ

March 2011

วันที่9/3/11


ถ้าถามว่าช่วงเวลานี้ผมมีความสุขหรือไม่
ผมคงตอบไม่ถูก
เรื่องราวของชีวิตมันทับซ้อนเกินไป
ผมสับสนวุ่นวาย

ผมกำลังเลิกบุหรี่ครับ หลังจากตบเทอมนี้จะไม่สูบอีก
ปล่อยให้มันหายไปกับความทรงจำแย่ๆ

ผมเกลียดคนจำนวนหนึ่ง
แต่ยิ่งเกลียดก็ยิ่งพบว่าผมยิ่งทำร้ายตนเอง


น่าเศร้า เราทำร้ายตัวเองจากอัตตาของเราเองได้เสมอ

บางทีผมก็เหนื่อยกับการเดินไปอย่าเดียวดาย
ผมหวังเพียงแต่จะมีคนที่เข้าใจในความเป็นตัวตนของผมเดินเคียงข้างไป
อย่างน้อยก็ดึงผมขึ้นตอนผมล้ม

ผมเข้าใจดีว่าผมหวังให้คนรอบข้างมาเข้าใจผมไม่ได้
และผมเองก็ไม่อาจเ้ข้าใจพวกเขาได้


โลกนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง

แต่เราก็ยังสรรหาคำเรียกความปกติ กับความไม่ปกติ

ตลกนะ


ผมเกลียดมนุษย์
แต่ผมก็เป็นมนุษย์


ใช่ว่าไม่มีเรื่องดีเลย ผมเองก็รู้สึกดีๆ กับคนบางคนเช่นกัน
เพียงแต่มันยังคลุมเครือ
ผมยังไม่กล้าป่าวประกาศออกมา

เรื่องของผมกล่าวไว้เท่านี้

อ่านให้สนุก กับงานเรื่องใหม่ของผม

การทดลองอันน่าสนุกของผม
จากนี้ไปจะทยอยมาลง

ขอให้รักสถิตในหัวใจทุกท่าน

20 พฤศจิกายน 2553

ระบบไพร่ในไทย ความจริงที่ยังไม่หนีไปไหน

ระบบไพร่ในไทย ความจริงที่ยังไม่หนีไปไหน
โดย รุเธียร 01/09/53

**หมายเหตุ** บทความนี้อาจทำให้ผู้เขียนโดนไล่กระทืบหากผู้อ่านไร้วิจารณญาณ


“ไพร่” เราคงคุ้นเคยกับคำนี้ดีตลอดช่วงเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่คำๆนี้ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่งของการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง ในกรุงเทพฯ โดยพวกเขาได้ยกประเด็นที่ว่าด้วยคำว่า “ไพร่” มาบอกเล่า บอกกล่าว และวิพากษ์ ถึงความไม่เท่าเทียมในสังคมไทยผ่านเรื่องราวของชนชั้น ทั้งนี้ผู้คนหลายคนที่ได้ฟัง อาจจะแสดงความไม่เห็นด้วย “จะมีไพร่ในสังคมไทยได้อย่างไร จะมีชนชั้นในสังคมไทยได้อย่างไร ในเมื่อเราเป็นชาติประชาธิปไตย” หรือในประโยคนี้ โดยนัยคือ หากคำว่า “ไพร่” แปลว่าประชาชนคนทั่วไป ดังนั้นทุกคนก็เป็นไพร่เสมอกัน ไม่มีชนชั้น ทุกคนเท่ากัน แต่เรามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า บางครั้งบางคราวคำว่าไพร่อาจไม่ได้หมายความแค่ชนชั้นประชาชนรากหญ้าอย่างที่เราเข้าใจกันก็ได้


ในความหมายของคนเสื้อแดง “ไพร่” หมายถึง ประชาชนชั้นรากหญ้าที่ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง หรือไม่ใช่ชนชั้นกลางในเขตกรุงเทพฯ ที่ไม่ว่าจะมีอะไรก็ต้องมาประเคนให้ ตามลักษณะรัฐรวมศูนย์ (Centralized State) แบบประเทศไทย แต่หยุดก่อนเลย ขอพักเรื่อง “ไพร่” ตามสไตล์คนเสื้อแดงไว้ก่อน ในบทความนี้เราจะไม่กล่าวถึงไพร่ในนิยามนั้น แต่จะกล่าวถึง “ไพร่” จริงๆ ในสังคมไทย “ไพร่” ตามความหมายเดิมแบบต้นรากของสังคมไทย ความหมายดั้งเดิมในยุคอยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไพร่หมายถึงบุคคลธรรมดา ประชาชนชั้นรากหญ้า ที่ไม่ใช่พระสงฆ์ ไม่ใช่กษัตริย์ ไม่ใช่ขุนนาง และไม่ใช่ทาส กล่าวคือไพร่ คือคนธรรมดาสามัญ ไม่มีอำนาจใดทั้งทางศาสนา การเมือง การปกครอง หรือการทหาร กระนั้นไพร่ก็ไม่ได้เป็นผู้ถูกจองจำไร้อิสระเช่นทาส ที่แม้ชีวิตและลูกเมียก็ตกอยู่ใต้เจ้าชีวิต แต่หากจะบอกว่าไพร่เป็นอิสระก็ไม่ใช่อีก ในสมัยก่อนรัชกาลที่ 5 ไพร่อยู่ใต้การปกครองของขุนนางตามระบบศักดินา มีระบบการเกณฑ์ไพร่พลผ่านขุนนางต่างๆ ตลอดจนการเกณฑ์ไพร่พลไปเป็นกำลังพลของส่วนกลาง โดยขุนนางมีหน้าที่รวบรวมไพร่ของตนไปขึ้นตรงต่อกษัตริย์ จนเมื่อในสมัยหนึ่งเมื่อยุคสมัยและกาลเวลาเห็นว่าขุนนางมีอำนาจมากเกินไปจากการที่มีไพร่ในครอบครองทำให้เหมือนราวกับมีกองทหารส่วนตัว ระบบไพร่ที่ขึ้นตรงต่อขุนนางก็โดนยุบ ปวงประชาทุกคนเป็นไพร่ใต้แผ่นดินไทย เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งในยุคนี้แม้แต่ประเทศราชก็ถูกผนวกเข้ากับส่วนกลาง ในรูปแบบการรวมศูนย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนจะมีการเลิกระบบไพร่ และทาสต่อมา ซึ่งส่งผลให้ระบบเกณฑ์แรงงานมารับใช้รัฐในไทยหมดไป ทุกคนมีอิสระในชีวิต


แต่หากท่านผู้อ่านกำลังคิดว่าระบบไพร่หมดไปแล้วจากสังคมไทย เพราะการเลิกระบบไพร่ และทาสในยุคก่อนแล้วล่ะก็ จงคิดดูเสียใหม่ จริงอยู่ที่ระบบไพร่ถูกบอกว่ายกเลิกไปแล้ว แต่หากเราเปรียบเทียบดูดีๆแล้ว ยังคงมีไพร่ในสังคมไทย ไม่ใช่ระบบชนชั้นที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงในบทความนี้ แต่คือการเกณฑ์แรงงานของไพร่ในสังคมไทยเดิม และการเกณฑ์แรงงานของไพร่ในสังคมไทยใหม่ อ่านถึงตรงนี้ผู้อ่านอาจแย้งว่า จะมีได้อย่างไรก็เห็นๆอยู่ว่าไพร่ยกเลิกไปแล้ว ในทรรศนะของผู้เขียน ผู้เขียนเห็นว่ามี เพียงแต่เปลี่ยนคำเรียกขานไปเท่านั้น จากการเกณฑ์ไพร่สม ไปเป็นทหารประจำการ ก็เปลี่ยนผ่านสู่พระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร พ.ศ. 2448 และถูกประบแก้เพิ่มเติมในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ซึ่งโดยสาระแล้วไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนัก แค่เปลี่ยนช่วงเวลาการประจำการ และคำเรียก จากไพร่สม ไปเป็นทหารเกณฑ์ โดยในส่วนของเวลาประจำการจากเดิมที่ไปทุกปี ก็กลายเป็นไปตามกำหนดอายุ 2 ปี แต่โดยรวมแล้วถึงจะหมดจาก 2 ปีของการเกณฑ์ทหาร แต่ผู้ถูกเกณฑ์ก็ยังอยู่ในสถานะ “กำลังพลสำรองของชาติ” ที่มีโอกาสถูกเรียกใช้งานได้ตลอดเวลา หากไม่ไปตามประกาศเรียกตัวแล้วก็ผิดกฎหมาย มีบทลงโทษ ถูกปรับ ติดคุก ถ้าเช่นนั้นแล้วเราเป็นอิสระชนตรงไหน ในเมื่อแท้จริงเราก็ต้องขึ้นตรงกับภาครัฐ เป็นแรงงานของรัฐอยู่เช่นเดิม ไม่ได้หลุดกรอบไปจากคำว่าไพร่แม้แต่น้อย


หากกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องเป็นทหารทุกคน เพราะทางภาครัฐมีตัวเลือกให้เรียนรักษาดินแดนหรือ ร.ด. แล้วไม่ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ แต่หากมองดีๆแล้วไม่ใช่เลย เราไม่มีโอกาสได้เลือกว่าจะเป็นทหารหรือไม่ เราแค่เพียงเลือกว่าจะเป็นตอนไหน เพราะอย่างไรก็ตามชายไทยทุกคนก็ต้องไปเป็นกำลังพลสำรองของชาติอยู่ดี อยู่ที่จะผ่านการฝึกในรูปแบบใด รักษาดินแดน หรือเกณฑ์ทหารเท่านั้น และหากจะกล่าวว่าการเป็นทหารเป็นสิ่งที่ชายไทยจะต้องทำ เพื่อแสดงถึงการรับใช้ชาติ ผู้เขียนก็มีคำถามชุดหนึ่งต่อชุดความคิดนี้ แล้วผู้หญิงล่ะ ไม่จำเป็นต้องรับใช้ชาติหรือ หากจะกล่าวว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิ์ของ “บุรุษ” ก็ว่าได้ หรือหากจะมองในอีกมุมมองหนึ่งเรื่องของการรับใช้ชาติเป็นเรื่องสำคัญ แต่ลองตั้งคำถามกับมันดูสักนิดว่าเราอยู่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยใช่หรือไม่ หากคำตอบคือ “ใช่” แล้ว เราก็ต้องเคารพในความแตกต่าง และความเป็นปัจเจกของผู้คน ดังนั้นจำเป็นหรือที่การรับใช้ชาติ จำต้องบังคับ และจำกัดอยู่ที่การเป็นทหารเท่านั้น


อีกทรรศนะหนึ่งของผู้เขียนต่อเรื่องนี้คือเรื่องของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จริงอยู่ที่ในอดีตการเกณฑ์แรงงานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการก่อร่างสร้างเมืองและการทำสงครามก็จำเป็นต้องเกณฑ์กำลังพลมากมายไปรบ แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีที่วิวัฒนาการจนก้าวหน้ามากขึ้นประกอบกับความจำเป็นทางการทหารที่ลดน้อยลง เพราะสนามรบบนโลกถูกเปลี่ยนไปเป็นสนามการแข่งขันในเรื่องเศรษฐกิจแทนแล้ว แต่กระนั้นทหารก็ยังเป็นการลงทุนที่ทุกประเทศจำต้องมี เพื่อการป้องกันประเทศของตน เปรียบได้กับการซื้อประกัน หรือการซื้อถังดับเพลิงนั่นเอง แต่อย่างที่ผู้เขียนกล่าวไปว่าเทคโนโลยีก้าวล้ำไปมากมายแล้ว บัดนี้เราไม่จำเป็นต้องใช้ไพร่พลมากมายในการรบอีกต่อไป ระบบการเกณฑ์ทหารที่ฝึกฝนผู้คนจำนวนมาก ให้รู้วิชาทหารแบบงูๆปลาๆ แค่พอรบได้นั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องเอางบประมาณประเทศไปผลาญอีกต่อไป เพราะเรามีตัวเลือกด้านเทคโนโลยี และการฝึกต่างๆ ที่สามารถเพิ่มสมรรถภาพให้กองทัพได้แม้มีจำนวนคนน้อย ได้แก่ ขีปนาวุธ เครื่องบินบังคับด้วยหุ่นยนต์ ฯลฯ ไม่จำเป็นอีกต่อไปที่จะต้องนำไพร่พลถือปืนถือดาบวิ่งประจัญบานให้สูญเสียมากมายเหมือนในอดีตแต่อย่างใด


ดังนั้นจากข้อความที่กล่าวไปทั้งหมดผู้เขียนมีทรรศนะว่าพวกเราสมควรที่จะยกเลิกพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร พ.ศ. 2448 ลงเนื่องด้วยเหตุผลในเรื่องของความล้าสมัย และเป็นการใช้งบประมาณที่สิ้นเปลือง ตลอดจนเป็นสิ่งหนึ่งที่ ”ขัด”หลัก สิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย หากจะหาตัวอย่างจากเรื่องนี้ผู้เขียนขอเสนอว่าให้ดูประเทศสหรัฐฯ เป็นแบบอย่าง สหรัฐฯ ในปัจจุบันใช้ระบบสมัครทหาร ไม่ใช่การเกณฑ์ตามอายุ เน้นปริมาณที่น้อยหากเทียบกับคนทั้งประเทศ แต่ทว่าเน้นการฝึกที่ขันแข็ง และเทคโนโลยีเสริมทางการทหารแทน กล่าวคือการยกเลิกระบบทหารเกณฑ์ในไทยจะเป็นจุดสุดท้ายของการยกเลิกระบบ “ไพร่” ในประเทศไทย ในส่วนของการรับใช้ภาครัฐของประชาชนลงอย่างสมบูรณ์ ตามแนวคิดของประชาธิปไตยยุคโมเดิร์น ที่ว่าด้วยประชาชนคือผู้ถืออำนาจอธิปไตย และภาครัฐไม่สมควรที่จะบังคับขู่เข็ญประชาชนภายใต้การอยู่ร่วมกันของประชาชนและภาครัฐ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ภาครัฐก็ไม่มีความชอบธรรมในการปกครองอีกต่อไป เพราะอำนาจของภาครัฐมีด้วยประชาชน ใยต้องให้ประชาชนเป็น “ข้า” ของภาครัฐเล่า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น