หน้าเว็บ

March 2011

วันที่9/3/11


ถ้าถามว่าช่วงเวลานี้ผมมีความสุขหรือไม่
ผมคงตอบไม่ถูก
เรื่องราวของชีวิตมันทับซ้อนเกินไป
ผมสับสนวุ่นวาย

ผมกำลังเลิกบุหรี่ครับ หลังจากตบเทอมนี้จะไม่สูบอีก
ปล่อยให้มันหายไปกับความทรงจำแย่ๆ

ผมเกลียดคนจำนวนหนึ่ง
แต่ยิ่งเกลียดก็ยิ่งพบว่าผมยิ่งทำร้ายตนเอง


น่าเศร้า เราทำร้ายตัวเองจากอัตตาของเราเองได้เสมอ

บางทีผมก็เหนื่อยกับการเดินไปอย่าเดียวดาย
ผมหวังเพียงแต่จะมีคนที่เข้าใจในความเป็นตัวตนของผมเดินเคียงข้างไป
อย่างน้อยก็ดึงผมขึ้นตอนผมล้ม

ผมเข้าใจดีว่าผมหวังให้คนรอบข้างมาเข้าใจผมไม่ได้
และผมเองก็ไม่อาจเ้ข้าใจพวกเขาได้


โลกนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง

แต่เราก็ยังสรรหาคำเรียกความปกติ กับความไม่ปกติ

ตลกนะ


ผมเกลียดมนุษย์
แต่ผมก็เป็นมนุษย์


ใช่ว่าไม่มีเรื่องดีเลย ผมเองก็รู้สึกดีๆ กับคนบางคนเช่นกัน
เพียงแต่มันยังคลุมเครือ
ผมยังไม่กล้าป่าวประกาศออกมา

เรื่องของผมกล่าวไว้เท่านี้

อ่านให้สนุก กับงานเรื่องใหม่ของผม

การทดลองอันน่าสนุกของผม
จากนี้ไปจะทยอยมาลง

ขอให้รักสถิตในหัวใจทุกท่าน

20 พฤศจิกายน 2553

ระลึกถึง 58 ชีวิต แต่อย่าลืม 90 ศพ

ระลึกถึง 58 ชีวิต แต่อย่าลืม 90 ศพ
รุเธียร 27/10/53

**หมายเหตุ** บทความนี้อาจทำให้ผู้เขียนโดนไล่กระทืบหากผู้อ่านไร้วิจารณญาณ



ในขณะที่ผู้เขียน เขียนบทความนี้ ประเทศไทยก็ได้ประสบปัญหาภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่กินพื้นที่กว่า 30 จังหวัด อุทกภัยครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใดก็ตาม จะพายุ หรือน้ำทะเลหนุน ก็ล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งในและนอกเขตเมืองทั้งนั้น แต่ดูเหมือนว่าประชาชนนอกเขตเมือง จะได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องด้วย “ความสำคัญ” ของเมืองหลวงที่ทำให้ต้องสร้างเขื่อน และการกักเก็บน้ำ เพื่อป้องกันการท่วมเขตธุรกิจสำคัญของประเทศ ซึ่งจมน้ำได้ง่าย (อยู่ในที่ราบลุ่ม) นั่นเอง กล่าวคือ ปัญหาต่างๆ ผู้คนที่อยู่นอกเขตเมือง มักพบเจอปัญหามากมาย แต่คนในเขตเมืองกลับไม่รับรู้ด้วยระบบการจัดการของภาครัฐนั่นเอง


ในช่วงเช้าของวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ฟังครูท่านหนึ่งพูดหน้าแถวที่โรงเรียน ว่าด้วยเรื่องราวของผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งก็กล่าวถึงความยากลำบากของผู้คนที่ประสบปัญหา และย้อนมองมาที่เราซึ่งกำลังอยู่อย่างสุขสบาย ณ เมืองหลวง ซึ่งแทบไม่รับรู้ความยากลำบาก ที่มีทั้งการอดอยาก โรคภัย ไข้เจ็บ ฯลฯ โดยคุณครูท่านนี้ได้ให้ประโยคสวยหรูให้นักเรียนได้ตระหนัก และรู้สึกเห็นควรกับการลุกขึ้นมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ว่า “เราต้องระลึกถึง 58 ชีวิต ที่ได้เสียสละเพื่อพวกเราในอุทกภัยครั้งนี้” ซึ่งเหตุของคำพูดนั้นมาจาก ในช่วงเวลาที่ผู้เขียนเขียนบทความนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมถึง 58 คน และการเสียสละที่ว่าก็หมายถึงการที่ผู้คนในจังหวัดอื่นๆ ต้องประสบปัญหา แทนคนในกรุงเทพฯ ที่สุขสบาย ดังนั้นการจะปล่อยให้เขาเผชิญชะตากรรมย่อมไม่ใช่เรื่องดี


คำพูดของครูท่านนั้นได้สะกิดประเด็นบางอย่างในใจผู้เขียน ประเด็นที่ข้องเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมา ที่เหล่าผู้ชุมนุมใช้ชื่อว่าเสื้อแดงเดินทางมาปิดถนนหลายจุดในกรุงเทพฯ และก่อให้เกิดความรุนแรงจากการสลายการประท้วงจนมีผู้เสียชีวิตถึง 90ราย คำถามที่เกิดขึ้นในใจผู้เขียนคือ “แล้ว58ราย กับ90ราย ต่างกันอย่างไร” ในขณะที่ 58รายเสียชีวิต และผู้คนจำนวนหนึ่งพบปัญหาในการใช้ชีวิต พวกเราคนกรุงช่วยกันประชาสัมพันธ์ และลงไปช่วยเหลือ ขณะเดียวกันผู้คนที่ได้รับผลกระทบจึงออกมาแสดงออกผ่านการชุมนุม และนำไปสู่การปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บมากมาย แต่ผลตอบรับของคนกรุงฯ ที่ต่างออกไปคือคำก่นด่า เช่น “ตายๆ ไปซะให้หมด” หรือ “ไอ้ควายแดง” ซึ่งหากมองหาจุดร่วมของคนสองกลุ่มนี้ ก็คือความยากลำบากจากการอยู่นอกเขตเมืองหลวง ในเหตุการณ์ที่โดนน้ำท่วมก็คือเสียที่อยู่ ป่วย อดอยาก ขาดรายได้ ในลักษณะเดียวกันกลุ่มผู้ประท้วงก็เริ่มด้วยการขาดรายได้ อดอยาก ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีบ้านอยู่ ทั้งจากหนี้สิน ภาวะความไม่เป็นธรรมทางกฎหมาย ตลอดจนการไม่ใส่ใจของรัฐ อีกทั้งการประท้วงในแต่ละครั้งก็ไม่เคยได้รับความสนใจ ทั้งจากสื่อ รัฐ และประชาชนคนอื่นๆ ซึ่งกลับมองพวกเขาเป็นกรอบนอกของประเทศ ไม่เห็นความสำคัญ ทั้งที่พวกเขาเป็นผู้พยุงประเทศ ด้วยหลังของกรรมาชีพ และการเกษตร เฉกเช่นเดียวกันกับผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ล้วนเป็นเกษตรกร และชาวบ้านต่างจังหวัดเป็นต้น แล้วสิ่งใดกันที่ทำให้การปฏิบัติของคนไทยด้วยกันแตกต่างกันออกไปขนาดนี้


เมื่อกล่าวถึงจุดร่วมแล้ว ก็ต้องกล่าวถึงจุดต่างที่บ่งบอกมาตรฐานของการปฏิบัติ ซึ่งในทรรศนะของผู้เขียนแบ่งออกเป็นหลายประเด็น ได้แก่ การคิดต่าง ซึ่งเมื่อผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ออก เพราะเชื่อว่าเขาให้ความไม่เท่าเทียมกับพวกตนเท่ารัฐบาลเก่า แต่คนกรุงฯ (ที่ไม่ได้รับผลกระทบเช่นพวกเขา) กลับมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจนั้น คือรัฐบาลที่ดี ผิดกับรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ชื่นชอบ โดยเหตุของความคิดที่ต่างกันจะไม่ขอพูดถึงในบทความนี้ ทว่าความคิดต่างทางการเมืองนั่นเองที่เป็นแรงผลักของการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม จุดต่างต่อมาคือเรื่องของผลกระทบต่อคนกรุงฯ แน่นอนว่าอุทกภัยส่งผลต่อคนกรุงฯ เป็นปริมาณที่น้อยมาก ลักษณะการปฏิบัติ จึงเป็นช่วยเหลือ และเมตตา ในฐานะเพื่อนมนุษย์ แต่การชุมนุมนั้นแตกต่างออกไป ตรงที่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนกรุงฯ ให้แตกต่างไปจากเดิม เพื่อหวังความสนใจ ต่างจากเรื่องของอุทกภัยที่เกิดจากการประโคมข่าว และน้ำที่เริ่มบ่าเข้ากรุง (น่าสังเกตที่การเรียกร้องสิทธิของชาวบ้าน และประชาชนกลุ่มต่างๆ ก่อนเป็นเสื้อแดง จะไม่ได้รับความสนใจจากสื่อ) การปฏิบัติของคนกรุงฯ ต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงจึงเป็นไปในลักษณะของความรำคาญ (ที่ถูกกระทบชีวิต และกลายเป็นผู้ถูกกระทำ) โดยไม่มองปัญหาต้นเหตุของการชุมนุม เพราะถือว่าตนได้รับผลกระทบนั่นแล้ว


กล่าวโดยสรุปความแตกต่างของการปฏิบัติที่เห็นได้ชัดนี้ อาจจะมาจากการเรียกร้อง เนื่องจากผู้ประสบภัยน้ำท่วมออกมาเรียกร้องอะไรไม่ได้ (เรียกร้องกับใครไม่ได้ด้วย นอกจากธรรมชาติ) แต่ผู้ชุมนุมด้านการเมืองหรือกลุ่มเสื้อแดง เป็นการเรียกร้องที่ส่งผลกับคนกรุงฯ จากความสงสารจึงกลายเป็นรำคาญ ผู้เขียนไม่ขอกล่าวว่าเป็นความผิดของผู้ชุมนุม เพราะเขาก็มีสิทธิ์ในการเรียกร้องสิทธิ์ของเขาที่ควรจะได้ เช่นเดียวกับผู้ประสบภัยพึงได้ถุงยังชีพ แต่โดยมุมมองของพวกเราแล้วเรากลับมองการเรียกร้องเป็นสิ่งน่ารังเกียจ อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยไม่ชอบคนโวยวาย เราพึงสนใจแต่การก้มหน้ารับกรรมอย่างสงบนิ่ง และรอให้สังคมยื่นมือไปช่วยด้วยความสงสาร แน่นอน เราจะระลึกถึง 58ราย แต่ห้ามลืม 90ศพ และผู้คนที่ไม่ยอมรับกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ออกมาเรียกร้องเพื่อสิทธิ์ การเรียกร้องที่น่ารำคาญ และไม่คู่ควรแก่ความเมตตาสำหรับชาวเมือง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น