**** เป็นบทความที่เขียนไว้นานแล้ว เพิ่งงัดมาลงบล๊อค ****
โดย รุเธียร
จากสถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายกันในช่วงเวลานี้ (14/5/53) ได้บั่นทอนความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยมายาวนานหลายปี นับตั้งแต่การชุมนุมประท้วงของฝ่าย “เสื้อเหลือง” ที่รุนแรงจนถึงขั้นปิดสนามบิน และฉุดกระชากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของชาวต่างชาติต่อประเทศขวานทองที่มีดินแดนน้อยๆเท่ากับรัฐๆหนึ่งให้ลงไปเกลือกกลิ้งในกองโคลน พร้อมๆกับการหนีหายของรายได้จากการลงทุนและการท่องเที่ยว จนมาถึงการประท้วงของกลุ่มคน “เสื้อแดง” ที่ฉุดกระชากความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ทะลุพื้นดิ่งสู่หุบเหวที่ลึกยิ่งกว่าเดิม ด้วยการปิดแยกราชประสงค์ แยกการค้าสำคัญที่เต็มไปด้วยศูนย์การค้าใหญ่จำนวนมาก ซึ่งนับได้ว่าเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงกรุงเทพฯด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ นอกเหนือจากรายได้ที่หดหายไปอย่างน่าใจหายแล้ว สิ่งสำคัญที่สูญหายไปยังมีอีกมากมาย ทั้งสันติภาพ ภารดรภาพ และความเป็นธรรม รวมไปถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายที่โดนฉุดคร่าไปอย่างน่าใจหาย ซึ่งเหตุทั้งหมดนี้ที่เกิดขึ้นมานั้น ถูกเอ่ยอ้างจากบุคคลทุกฝ่าย (แดง เหลือง นักการเมือง) ว่าคือประชาธิปไตยที่เขายึดถือ ประชาธิปไตย ที่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นแค่เปลือก กับความเข้าใจจอมปลอมเท่านั้น
ประชาธิปไตย หมายถึงอะไร แก่นหลักคืออะไร ตามความเข้าใจของผู้เขียน ผู้เป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลายเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสาขารัฐศาสตร์ ที่เพิ่งอ่านหนังสือไปได้ไม่กี่หน้า นั้นคงพูดได้เพียงว่า ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองอย่างหนึ่ง ที่ใช้การรับฟังเสียงส่วนรวม หรือที่เรียกว่าการปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน ด้วยประชาชน ซึ่งมีแก่นหลักที่คำว่าสิทธิ์ และหน้าที่ ซึ่งจะขออธิบายทีละคำโดยละเอียด ดังนี้ สิทธิ์ หมายถึงความชอบทำในการทำกิจกรรมหรือกิจการต่างๆ และไม่ก่อความเดือดร้อน หรือเสียหายให้ใคร เช่น คุณมีสิทธิ์ที่จะเปิดเพลงในบ้านคุณ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะเปิดดังจนรบกวนข้างบ้าน และอีกนัยหนึ่ง ข้างบ้านก็มีสิทธิ์จะโกรธและฟ้องร้องฟ้องร้องคุณฐานทำเขาเดือดร้อน แต่ไม่มีสิทธิ์ควงปืนมาถล่มบ้านคุณเช่นกัน และในส่วนของคำว่าหน้าที่นั้น จะต่างกับสิทธิ์ในส่วนที่สิทธิ์เป็นความชอบธรรมแต่หน้าที่เป็นสิ่งที่ต้องทำ หรือสมควรกระทำ หากไม่ทำตามหน้าที่นั้น ก็เท่ากับว่าละเลย เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทำหน้าที่ในการจับผู้ร้าย ก็ถือเป็นการละเลยในหน้าที่นั่นเอง
แต่กระนั้นคำว่าหน้าที่ ในบริบทของประชาธิปไตยนั้นมีความลึกซึ้ง กล่าวคือการจะปฏิบัติตามหน้าที่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้นั้น ประชาชนต้องตระหนักถึงหน้าที่ของตนอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหน้าที่ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยนั้นก็คือการที่จะนำพารัฐหรือประเทศของตนไปสู่ความเจริญ ไม่ว่าจะทางวัตถุ จิตใจ และสันติ ซึ่งหมายความว่าประชาชนทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อรัฐหรือประเทศของตน โดยมีอิสระภายใต้สิทธิ์ของตน ซึ่งสิทธิ์นี้ต้องมีความเท่าเทียมกัน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเรียกได้ว่าประชาธิปไตย
ก่อนจะพูดไปถึงเรื่องความเท่าเทียมที่ถูกนำมาใช้ในการปลุกระดมคนจนเกิดความวุ่นวายนั้น ก็ต้องขออธิบายในคำที่ว่า“ประชาชน” เสียก่อน โดยคำนี้ตามนิยามของผมมิได้หมายถึงผู้คนที่ไม่มีส่วนกับการปกครอง แต่คือบุคคลทุกผู้ทุกนาม ที่อยู่ใต้ระบอบการปกครองที่ชื่อว่าประชาธิปไตย (ต่างจากระบอบพรรคคอมมิวนิสต์ ที่มีผู้ปกครอง กับประชาชน) ดังคำกล่าวที่ว่า การปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน ด้วยประชาชน โดยในประเทศที่เรายืนอยู่นั้น แม้จะมีทหาร ตำรวจนักการเมือง หรือบุคคลทางกฎหมายที่มีสิทธิ์ และหน้าที่ในการปกครองเหนือประชาชนคนอื่นบ้าง แต่ก็ยังคงอยู่ในความชอบธรรมที่ว่าไม่ก่อความเดือดร้อนให้ประชาชนผู้อื่น และหน้าที่เหล่านั้นของพวกเขา แท้จริงก็คือหน้ากากที่สวมทับลงไปบนบุคคลที่ยังเป็นประชาชน ที่มีหน้าที่ต้องทำเพื่อรัฐ หรือประเทศอยู่นั่นเอง
ต่อไปจะกล่าวถึงความเท่าเทียมจอมปลอมที่หลายๆคนเรียกร้องกันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะในการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมา คำว่าความเท่าเทียม และสงครามประชาชนถูกนำมาพูดอย่างแพร่หลาย โดยได้มีนักวิชาการท่านหนึ่งที่ผู้เขียนเองก็หลงลืมชื่อของท่านไป ได้กล่าวเปรียบเทียบทางรายการวิทยุถึงเหตุการณ์การเมืองไทยที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รองนายกรัฐมนตรีมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฐานสั่งฆ่าผู้ชุมนุม และแกนนำถึงจะยอมมอบตัวฐานก่อความวุ่นวายว่า “เหมือนกับการที่โจรกลุ่มหนึ่ง ได้เรียกร้องให้สารวัตรที่ยิงพวกพ้องตนเองเสียชีวิต ไปมอบตัวฐานฆ่าคนตาย แล้วตนถึงจะยอมมอบตัว ทั้งๆที่การกระทำของสารวัตรคือความชอบด้วยหน้าที่” โดยกล่าวได้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่ถูกปฏิวัติด้วยความชอบธรรมในการรักษาความสงบของรัฐ ในขณะที่ผู้เรียกร้องคือผู้กระทำความผิด ที่พยายามจะเรียกร้องความเท่าเทียมในบริบทที่ต่างกัน โดยทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ชุมนุมทั้งหลายก็ยังได้หลงลืมถึง “ความเท่าเทียม” และ “สิทธิ์” อันชอบธรรม ของประชาชนคนอื่นๆที่พึงจะมีในการดำรงชีพของตน ในขณะที่ตนเรียกร้องแต่สิทธิ์ และความเท่าเทียมให้แก่พวกพ้องของตน
แล้วความเท่าเทียมที่แท้จริงคือสิ่งใด คำถามเช่นนี้ก็เกิดขึ้นในใจผู้เขียน จนกระทั่งตรองดู จึงพบว่าความเท่าเทียมนั้น จะเกิดขึ้นได้จากการเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น และหน้าที่ของอีกฝ่ายและตนเอง รวมถึงตรองดูจากความผิดพลาด และความชอบธรรมทางกฎหมาย และศีลธรรมจากการกระทำที่ได้ก่อกำเนิดขึ้น เช่น การที่ผู้ชุมนุมต้องกระทำตามสิทธิ์ของประชาชนที่จะต้องนำพารัฐไปสู่ความเจริญ และเคารพในสิทธิ์ และหน้าที่ของตำรวจ ทหาร ตลอดจนประชาชนที่ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงการยอมรับในความผิดของตนตามกฎหมาย มิใช่ถือแต่ว่าเรียกร้องหาความเท่าเทียม ที่ท้ายที่สุดก็ละเลยเรื่องอื่นๆเสียสิ้นดังเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างไปขั้นต้น
จบจากความเท่าเทียมไปแล้ว ก็จะขอกล่าวถึงเรื่องที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงคำว่า “ประชาธิปไตยเปลือก” ซึ่งคำนี้อาจจะสร้างความสงสัยให้แก่ผู้คนหลายคน ซึ่งจะอธิบาย ต่อจากแก่นหลักในเรื่องสิทธิ์ และหน้าที่ ที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ก่อนหน้า โดยในความเข้าใจของผู้คนในสังคมไทยจำนวนมากนั้น เชื่อไปว่าประชาธิปไตยหมายถึงการเลือกตั้ง โดยละเลยความจริงที่ว่าหากการเลือกตั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่ทุจริต เต็มไปด้วยการคอรัปชั่นและการซื้อเสียงเล่า พูดมาเช่นนี้อาจสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสิทธิ์ และหน้าที่ เกี่ยวแน่นอนในเมื่อการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของประชาชน ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเลือกใครก็ได้จริงอยู่ แต่ประชาชนเองมีหน้าที่ที่ต้องพารัฐ หรือประเทศไปสู่ความเจริญ ในที่นี้คือผ่านการเลือกผู้นำที่ดี และเชื่อมั่นว่านำชาติไปสู่ความเจริญได้จริง มิใช่เพียงผลประโยชน์ส่วนตน ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างง่ายๆของการรู้สิทธิ์แต่ไม่รู้หน้าที่ผ่านการเลือกตั้งประธานนักเรียนในโรงเรียน ที่ว่านักเรียนทุกคนรู้ว่าตนมีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง ซึ่งหลายๆคนก็จะเลือกผู้นำแบบเอาสนุก ไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกที่หน้าตา พวกพ้อง เลือกเอาสนุก เลือกเพราะอยากเห็นผู้นำเป็นตัวตลก และอื่นๆ สุดแล้วแต่ความสนุกจะพาไป หานักเรียนจำนวนน้อยที่ตระหนักในหน้าที่สำคัญของการพาองค์กรไปสู่ความเจริญได้น้อยนิด เฉกเช่นเดียวกับการเลือกตั้งในสังคมไทยนั่นเอง
แต่จากที่ผ่านมา จะดูเหมือนผู้เขียนกล่าวโทษผู้ชุมนุม แต่แท้จริงแล้ว ผู้เขียนนั้นไม่ได้อยู่ผ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องมากจากว่าผู้เขียนไม่เคยศรัทธาในระบบประชาธิปไตยปลอมที่ใช้กันในประเทศไทยขณะนี้ รวมถึงผู้เขียนก็ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวนักการเมืองด้วย เพราะจากประสบการณ์ของผู้เขียนในการฟังการอภิปรายในสภาแต่ละครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งหลังๆนั้นไม่ได้ให้ความแตกต่างอะไรกับการเถียงกันของเด็กประถมที่เถียงอย่างข้างๆคูๆ ผิดกับภาพนักการเมืองในอุดมคติที่ควรเป็นผู้สูงส่งทางปัญญา เถียงด้วยเหตุผล และใช้ความเป็นปัญญาชนในการอภิปราย ซึ่งแม้จะฟังจากวิทยุไม่เห็นหน้าค่าตาผู้พูด แต่ก็ให้ความรู้เหมือนกับหลุดไปในโลกของหนังสือ “Lord of the flies” ที่สะท้อนการเล่นเกมการเมืองการปกครองที่นำไปสู่การเปิดเผยความดิบเถื่อนในตัวมนุษย์ ของเด็กติดเกาะกลุ่มใหญ่ออกมา
ซึ่งในเรื่องนี้คงสามารถพูดได้ว่า แม้แต่นักการเมืองที่มีอำนาจการปกครองอยู่ในมือยังไม่ปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ว่าด้วยสิทธิ์ และหน้าที่เลยสักครั้ง สังเกตได้จากสิ่งใดน่ะหรือ หากดูง่ายๆเลยนั้น ลองหาหน้าที่ของผู้นำที่ต้องแอ่นอกรับทุกอย่างจากการประท้วงในเหตุการณ์ปัจจุบันดูก็ได้ ซึ่งจะทำให้เห็นการละเลยหน้าที่ของความเป็นผู้นำ ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม และฝ่ายนักการเมือง โดยฝ่ายผู้ชุมนุมผู้นำก็ยืนอยู่ในจุดปลอดภัยคอยสั่งการ ไม่เสี่ยง ไม่รับผิดชอบ ไม่ต่างจากนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ส่งทหารไปยืนเฝ้า ไม่สั่งการใช้อาวุธ(สังเกตจากการสั่งการช่วงแรกที่นายสุเทพสั่งให้อาวุธตั้งแต่กระสุนยางและแก็สน้ำตาต้องได้รับการอนุมัติจากตน พลอยทำให้ตำรวจและทหารมีเพียงตะบองและโล่ห์) ไม่ห่วงความปลอดภัยของทหาร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นไปด้วยความไม่อยากรับผิดชอบของนักการเมือง ที่พยายามปัดความผิดให้เหล่าทหารหากพลาดพลั้งมีผู้ชุมนุมเสียชีวิต (นักการเมืองสามารถกล่าวอ้างว่าไม่ได้สั่งจู่โจม แต่ปล่อยให้ทหารตอบโต้ป้องกันตัวเอง ซึ่งเป็นเหตุให้ฝ่ายทหารและตำรวจเกิดการบาดเจ็บล้มตาย) แต่ท้ายที่สุดนักการเมืองก็ถึงเวลารับผิดหลังจากการสั่งสลายชุมนุมที่พยายามบิดเบือนคำเป็นการขอพื้นที่คืนอยู่ดี หรือแม้แต่ทหารหรือตำรวจหลายคนที่เอาแนวคิดของตนด้านการเมืองมาผสมกับหน้าที่ แล้วยึดหลักตามอุดมการณ์การเมืองของตนสร้างความวุ่นวายภายใน ที่ขัดต่อหน้าที่ “ปกป้องชาติของตน” หรือแม้แต่การเอาหน้าที่มาหาผลประโยชน์ ทั้งส่วน สินบน และอื่นๆอีกนั่นเอง
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องที่ผู้เขียนบอกเล่าออกมาผ่านบทความนี้จะจริงเท็จเพียงใด แต่สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสะท้อนออกมาก็คือฐิติ อัตตา ของเหล่าคนในสังคมไทยจำนวนมากที่ยังมองคำว่าประชาธิปไตยไม่ละเอียดลึกซึ้ง แล้วนำเอาประชาธิปไตยบนแผ่นกระดาษในความคิดของตนนั้น มาเอ่ยอ้างเพื่อประโยชน์ของตน ยึดมั่นในตัวตนของตน และพวกพ้องของตน มากกว่าประโยชน์ของชาติ ซึ่งก็ล้วนแต่รู้ถึงสิทธิ์(ที่สำคัญไปว่าเหนือกว่าคนอื่น)ของตน แต่ไม่รู้ในหน้าที่นั่นเอง
แค่หนึ่งความคิด แค่หนึ่งชีวิต ที่อุบัติขึ้นบนโลก ท่ามกลางความแตกต่างนับแสนล้าน ชีวิตคือความว่างเปล่า เฉกเช่นกับโลก ที่ไม่นานก็จะดับไป แตกสลายไป เป็นเศษเถ้าธุลี เช่นเดียวกับเรา
หน้าเว็บ
March 2011
วันที่9/3/11
ถ้าถามว่าช่วงเวลานี้ผมมีความสุขหรือไม่
ผมคงตอบไม่ถูก
เรื่องราวของชีวิตมันทับซ้อนเกินไป
ผมสับสนวุ่นวาย
ผมกำลังเลิกบุหรี่ครับ หลังจากตบเทอมนี้จะไม่สูบอีก
ปล่อยให้มันหายไปกับความทรงจำแย่ๆ
ผมเกลียดคนจำนวนหนึ่ง
แต่ยิ่งเกลียดก็ยิ่งพบว่าผมยิ่งทำร้ายตนเอง
น่าเศร้า เราทำร้ายตัวเองจากอัตตาของเราเองได้เสมอ
บางทีผมก็เหนื่อยกับการเดินไปอย่าเดียวดาย
ผมหวังเพียงแต่จะมีคนที่เข้าใจในความเป็นตัวตนของผมเดินเคียงข้างไป
อย่างน้อยก็ดึงผมขึ้นตอนผมล้ม
ผมเข้าใจดีว่าผมหวังให้คนรอบข้างมาเข้าใจผมไม่ได้
และผมเองก็ไม่อาจเ้ข้าใจพวกเขาได้
โลกนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง
แต่เราก็ยังสรรหาคำเรียกความปกติ กับความไม่ปกติ
ตลกนะ
ผมเกลียดมนุษย์
แต่ผมก็เป็นมนุษย์
ใช่ว่าไม่มีเรื่องดีเลย ผมเองก็รู้สึกดีๆ กับคนบางคนเช่นกัน
เพียงแต่มันยังคลุมเครือ
ผมยังไม่กล้าป่าวประกาศออกมา
เรื่องของผมกล่าวไว้เท่านี้
อ่านให้สนุก กับงานเรื่องใหม่ของผม
การทดลองอันน่าสนุกของผม
จากนี้ไปจะทยอยมาลง
ขอให้รักสถิตในหัวใจทุกท่าน
ถ้าถามว่าช่วงเวลานี้ผมมีความสุขหรือไม่
ผมคงตอบไม่ถูก
เรื่องราวของชีวิตมันทับซ้อนเกินไป
ผมสับสนวุ่นวาย
ผมกำลังเลิกบุหรี่ครับ หลังจากตบเทอมนี้จะไม่สูบอีก
ปล่อยให้มันหายไปกับความทรงจำแย่ๆ
ผมเกลียดคนจำนวนหนึ่ง
แต่ยิ่งเกลียดก็ยิ่งพบว่าผมยิ่งทำร้ายตนเอง
น่าเศร้า เราทำร้ายตัวเองจากอัตตาของเราเองได้เสมอ
บางทีผมก็เหนื่อยกับการเดินไปอย่าเดียวดาย
ผมหวังเพียงแต่จะมีคนที่เข้าใจในความเป็นตัวตนของผมเดินเคียงข้างไป
อย่างน้อยก็ดึงผมขึ้นตอนผมล้ม
ผมเข้าใจดีว่าผมหวังให้คนรอบข้างมาเข้าใจผมไม่ได้
และผมเองก็ไม่อาจเ้ข้าใจพวกเขาได้
โลกนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง
แต่เราก็ยังสรรหาคำเรียกความปกติ กับความไม่ปกติ
ตลกนะ
ผมเกลียดมนุษย์
แต่ผมก็เป็นมนุษย์
ใช่ว่าไม่มีเรื่องดีเลย ผมเองก็รู้สึกดีๆ กับคนบางคนเช่นกัน
เพียงแต่มันยังคลุมเครือ
ผมยังไม่กล้าป่าวประกาศออกมา
เรื่องของผมกล่าวไว้เท่านี้
อ่านให้สนุก กับงานเรื่องใหม่ของผม
การทดลองอันน่าสนุกของผม
จากนี้ไปจะทยอยมาลง
ขอให้รักสถิตในหัวใจทุกท่าน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น