หน้าเว็บ

March 2011

วันที่9/3/11


ถ้าถามว่าช่วงเวลานี้ผมมีความสุขหรือไม่
ผมคงตอบไม่ถูก
เรื่องราวของชีวิตมันทับซ้อนเกินไป
ผมสับสนวุ่นวาย

ผมกำลังเลิกบุหรี่ครับ หลังจากตบเทอมนี้จะไม่สูบอีก
ปล่อยให้มันหายไปกับความทรงจำแย่ๆ

ผมเกลียดคนจำนวนหนึ่ง
แต่ยิ่งเกลียดก็ยิ่งพบว่าผมยิ่งทำร้ายตนเอง


น่าเศร้า เราทำร้ายตัวเองจากอัตตาของเราเองได้เสมอ

บางทีผมก็เหนื่อยกับการเดินไปอย่าเดียวดาย
ผมหวังเพียงแต่จะมีคนที่เข้าใจในความเป็นตัวตนของผมเดินเคียงข้างไป
อย่างน้อยก็ดึงผมขึ้นตอนผมล้ม

ผมเข้าใจดีว่าผมหวังให้คนรอบข้างมาเข้าใจผมไม่ได้
และผมเองก็ไม่อาจเ้ข้าใจพวกเขาได้


โลกนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง

แต่เราก็ยังสรรหาคำเรียกความปกติ กับความไม่ปกติ

ตลกนะ


ผมเกลียดมนุษย์
แต่ผมก็เป็นมนุษย์


ใช่ว่าไม่มีเรื่องดีเลย ผมเองก็รู้สึกดีๆ กับคนบางคนเช่นกัน
เพียงแต่มันยังคลุมเครือ
ผมยังไม่กล้าป่าวประกาศออกมา

เรื่องของผมกล่าวไว้เท่านี้

อ่านให้สนุก กับงานเรื่องใหม่ของผม

การทดลองอันน่าสนุกของผม
จากนี้ไปจะทยอยมาลง

ขอให้รักสถิตในหัวใจทุกท่าน

9 มีนาคม 2554

Hate: จุมพิตแห่งความเกลียดชัง

อารัมภบท: เรื่องราวในส่วนลึก


รุเธียร 17/1/11 23.08






“กูเกลียดมึง ไอ้ตัวบัดซบ” ผมตะโกนด่าความเกลียดชัง จ้องเข้าไปในดวงตาของมัน ค้นหาทุกความจริงที่ซ่อนเร้นใต้ดวงตาปูดโปน กำแหงหาญ ไอ้ตัวบัดซบ ไอ้ตัวจัญไร ไอ้สันดานต่ำ เพราะมัน.....เพราะมันที่ทำให้ความน่ารังเกียจมาเยือนชีวิตผม


ความเกลียดชังไม่ไหวติง หัวเราะกลับ ดวงตากลับกลอกด้วยความยียวน ริมฝีปากแสยะยิ้มถึงใบหู น่ารังเกียจ....น่ารังเกียจ.....ไอ้ตัวน่ารังเกียจ ผมท่องซ้ำไปซ้ำมา กัดกรามแน่น รู้สึกคลื่นเหียนเต็มประดา เสียงหัวเราะของความเกลียดชังยังคงดังอยู่ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด


“จงเกลียดชังเข้าไปเถิด ยิ่งเกลียดชัง ยิ่งสร้างสรรค์ความสนุกสนานให้โลกใบนี้” ความเกลียดชังเอ่ย ปากอันน่ารังเกียจยังคงแสยะยิ้ม เผยอขึ้นลง พ่นกลิ่นปากเน่าเหม็น ราวซากศพ มันไปกินอะไรมา...... ศพของเพื่อนมนุษย์ ซากสัตว์ ขยะเน่า หรือกองอาจม ผมอยากจะพ่นอาเจียนใส่หน้ามัน รู้สึกคลื่นไส้เต็มประดาเลยทีเดียว ไอ้บัดซบ.....ไอ้ตัวชั่ว ความเกลียดชังในตัวของผมต่อไอ้ความเกลียดชังเบื้องหน้า แล่นเข้ามาจุกอก ผมอยากจะขยี้หน้ามันด้วยกำปั้น กระซวกไส้มันออกมาพันรอบคอ ตัดคว้านกระเพาะมันออกมากระทืบ แล้วเฉาะลูกอัณฑะของมันมาย่างไฟ ไอ้สันดานเหี้ย มันคือความจัญไรแห่งโลกใบนี้ มันคือซอกหลืบอันต่ำทราม ก่อกำเนิดมาจากห้องหับแห่งอบายภูมิ


ความเกลียดชังเดินถอยห่างออกไป โลกหมุนกลับด้วยความเร็วสูง ห้องมืดลงและระอุไปด้วยกลิ่นอายของความร้อน ความร้อนรุ่มในจิตใจของผม ความร้อนรุ่มที่ถูกห่อหุ้มด้วยจิตสังหารข้นคลั่กราวน้ำกามของอสูรร้าย เสียงหัวเราะและการแสยะยิ้มยังชัดเจนในห้วงความทรงจำ


ผมกำมือแน่นจนเส้นเอ็นปูดออกมาจากหลังมือ รู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหน้าอก เจ็บแปลบเสียจนน้ำตาหลั่งออกมาช้าๆ หลั่งออกมาอย่างไร้เหตุผล ในศีรษะกลวงเปล่าด้วยความสับสน ร่างเปลือยเปล่าชุ่มไปด้วยเลือดนอนอยู่ที่ปลายเท้าของผม ใบหน้าที่คุ้นเคย ทว่าดวงตาเหลือกค้าง บ่งบอกความทุกข์ทรมานก่อนลมหายใจจะสิ้นสูญ


คราบน้ำตาสงบนิ่งบนใบหน้าอันไร้ชีวิต ระเหิดหายตามกาลเวลา ละอองของชีวิตลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ก่อนเลือนรางไปอย่างรวดเร็ว ผมไม่ได้เป็นผู้กระทำนะ.......... ความเกลียดชังต่างหาก มันเป็นผู้ทำทั้งหมด.... รอยเลือด เสียงกรีดร้อง หยดน้ำตา การตะเกียดตะกายเอาตัวรอด การดิ้นรน และลมหายใจสุดท้าย มันเป็นผู้เสพสม มันเป็นผู้ควบคุม มันเป็นผู้ดูดกลืน และจุมพิตทุกสภาวะเหล่านั้น ไอ้ความเกลียดชัง ไอ้เวรตะไล กลับมานะ.....อย่าเดินหนีไป


“กูจะฆ่ามึง ไอ้สัตว์นรก!” ผมตะโกนใส่มัน “อย่าเพิ่งเดินหนีไปสิวะ” ความเกลียดชังแล่นจับตามใบหน้า ผมเกลียดมัน เกลียดยิ่งกว่าสิ่งใด ไอ้ความเกลียดชัง กูเกลียดมึง ได้ยินไหม ไม่ว่ามึงจะไปที่ไหน กูจะตามไปฆ่ามึง แม้กูต้องตายตามไปด้วย กูก็จะฆ่ามึง กระชากวิญญาณมาจากร่างโสโครกนั่น แล้วกระทืบหัวสมองคาวกาม สาปส่งมึงไปยังดินแดนสุดท้ายของขุมนรก ไอ้เดรัจฉาน!


ผมทรุดนั่งลงกับพื้น โอบอุ้มร่างอันอ่อนระทวยของหญิงสาวร่างเปลือยเปล่า ใช่! ผมรู้จักเธอ ไม่เพียงแต่คุ้นเคยเท่านั้น ยังรู้จักดีราวกับใบหน้าของตน ใบหน้าอันอ่อนหวาน ทว่าไร้ชีวิต ใบหน้าของเธอซีดเผือกขาวซีด วิญญาณของเธอหลุดรอยออกจากร่าง


ผมลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างอันเปียกชุ่มไปด้วยเลือด จุมพิตลงบนหน้าอกที่เคยปรารถนา พร้อมๆ กับหลั่งน้ำตาแห่งความเสียใจ เธอตายแล้ว จากผมไปแล้ว เราคงมิอาจได้เคียงข้างกันชมพระอาทิตย์ตกดินอีกต่อไป ดวงตาของเธอเบิกโพลงด้วยความกลัว หยดน้ำตาระเหิดหาย หลับตาลงเถอะ


ผมปาดน้ำตาที่ไหลหลั่งดังน้ำเชี่ยว สะอื้นไห้ ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปปิดตาของเธอ
“หลับตาลงนิรันดร์เถอะที่รัก แล้วจะล้างแค้นให้ คนที่บังอาจมาทำกับเธอต้องหลั่งเลือด” ผมพูดในห้วงมโนสำนึก
ขณะที่ผมย่างก้าวออกมาจากห้องนอนอันเปรอะเปื้อน ผมสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวที่เกาะกุมตามใบหน้า ความโกรธแค้น และเกลียดชัง หนังตากระตุกเป็นพักๆ ปากสั่นเทิ้ม ฟันกระทบกันเสียงดังน่ารำคาญ


ผมรู้สึกหงุดหงิดเสียจนอยากเผาทำลายทุกสิ่งในโลกนี้ ในที่สุดผมจึงตัดสินใจจิกเล็บลงบนกำแพง ระบายความเคียดแค้นผ่านการขูดขีดอย่างเกลียดชัง ตะโกนกรีดร้องให้ดังที่สุด ราวกับสัตว์ร้ายในคืนพระจันทร์เต็มดวง กรีดร้องตะโกนทุกค่ำคืน กรีดร้องบอกทั้งโลกว่าวันนี้ผมมีความชิงชัง......


***************

ความเป็นจริงแล้ว ความตายของเธอไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวานเสียทั้งหมดหรอก บางทีพระเจ้าอาจมีแผนการสำหรับทุกการตายอยู่แล้ว มันถูกกำหนดอย่างมีที่มาที่ไป เป็นเหตุเป็นผล และส่งผลต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ในทุกเรื่องราว เหมือนดังเช่นเรื่องราวการตายของเธอ ความตายอันโหดร้ายและสิ้นหวัง ความตายอันมีที่มาจากเรื่องราวที่ดำเนินผ่านไปเมื่อหลายปีก่อน


เดิมทีผมยังไม่เรียกฆาตกรผู้ฆ่าเธอว่าความเกลียดชังหรอก เขา....ใช่ ตอนนั้นผมยังเรียกมันว่าเขาอยู่ เรียกด้วยสรรพนามที่ดูมีความเคารพมากกว่านี้ และเขาก็มีชื่อเสียด้วย ชื่อของเขา ผมยังคงจำได้เสมอ เพียงแต่ไม่คู่ควรให้เรียกอีกต่อไป แม้จะเปลี่ยนมาเรียกคำว่ามันแทน แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังไม่สาสมกับความเลวที่มันได้กระทำลงไป โดยเฉพาะการฆ่าเธอ ฆ่าด้วยความกระสัน และกระหายในคาวเลือด


เสียงกรีดร้องของเธอยังคงดังในโสตประสาท มือของเธอถูกมัดแน่น มันลามเลียไปทั่วร่างของเธออย่างช้าๆ ตั้งแต่หัวจรดไปถึงปลายเท้า มันใช้ลิ้นสัมผัสไปบนเรือนร่างอย่างใจเย็น ไม่เร่งร้อน หากแต่ละเมียดละไมชิมรสชาติผิวกายราวกับกำลังชิมรสอาหารโอชารส ทุกซอกทุกมุมของเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำลายของมัน คราบน้ำลายเหม็นหืนที่ส่งกลิ่นเน่า ก่อนที่กลิ่นเน่าจะผสมเข้าไปกับกลิ่นความกระสันที่แผ่ซ่านออกจากอวัยวะทุกส่วนของมัน


มันยิ้มแสยะขณะที่จับขาของเธอแยกออกจากกัน เล็บของมันจิกแน่นไปบนขาอ่อนของเธอ รอยเล็บฝังใน เลือดหยาดริน มันบรรเลงความใคร่บนเรือนร่างของหญิงสาวที่ผมรัก บรรเลงความกระสันส่วนตัวลงไป สอดใส่ดุ้นเอ็นฝังในจิตใจ ก่อนหลั่งคาวคราบแห่งความโสมมใส่ร่างของเธอ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ทั้งวัน ทั้งคืน จนร่างน้อยๆ แปดเปื้อน และสูญสิ้นซึ่งลมหายใจ มันพรากชีวิตเธอไปด้วยความกระสันเท่านั้น แค่ความพอใจส่วนตน และผมไม่อาจทำอะไรได้ นอกเหนือจากการนั่งดู.....นั่งดูเธอถูกมันข่มขืน และกระชากวิญญาณของเธออกจากร่าง นั่งดูโดยที่ไม่อาจช่วยอะไรได้ มีเพียงน้ำตาแห่งความเกลียดชังที่ถูกหลั่งออกมา


มันละออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมตะโกนด้วยความโกรธแค้น จะไม่มีการผ่อนปรนอีกต่อไป ต่อไปนี้มีเพียงการฆ่าเท่านั้นที่จะจบเรื่องราวความสัมพันธ์ของผมกับมันลง


***************


‘โรม’ คือชื่อของเขา ชื่อที่ผมเคยเรียกขานก่อนจะเรียกสรรพนามเขาว่ามัน และเปลี่ยนชื่อเขาเป็น ’ความเกลียดชัง’ ทำไมน่ะหรือ....... เรื่องเล่ามันช่างยาวนาน และน่าสยดสยอง ผมจะค่อยๆ เล่ามัน เล่าอย่างช้าๆ ให้เรื่องราวได้แสดงออกถึงความน่ารังเกียจ และความเกลียดชังที่แฝงเร้นอยู่ตามซอกเวลาได้แสดงออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


“ฮาน .... การฆ่าฟันเป็นวิถีทั่วไปของสิ่งมีชีวิต ถ้าไม่ฆ่าเราก็จะถูกฆ่า จงฆ่าเพื่อตอบสนองสัญชาตญาณ ฆ่าเพื่อเอาตัวรอด ฆ่าเพื่อมีชีวิตต่อไป อย่าปฏิเสธ อย่าเด็ดขาด...... อย่าทำตัวอ่อนแอ ไอ้โง่เอ๊ย..... แกต้องฆ่า” โรมเคยพูดกับผมในคืนที่ดวงจันทร์สาดแสงอยู่เบื้องบน แสงนวลมันวาว ราวกับเชื่อเชิญให้ฝูงสัตว์ร้ายร่ายรำบรรเลงเพลงโลหิต ถวายแด่เทพแห่งจันทรา


“แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเที่ยวฆ่าคนไปทั่วแบบนี้นี่หว่า มึงเป็นบ้าอะไรวะ...... โลกมันอยู่ในยุคที่ไม่ต้องฆ่าก็อยู่ได้ มึงบ้าไปแล้วแน่ๆ” ผมตะโกนบอกมัน เราสองคนยืนเผชิญหน้ากันในตรอกมืดๆ ใจกลางเมือง กลิ่นเน่าเหม็นลอยออกมาจากท่อน้ำใกล้ๆ หนูท่อขนาดยักษ์วิ่งไปตามหลืบความมืด โรมแสยะยิ้ม ฟันสีขาวสะท้อนแสงจันทร์


“แกมันสวะ...ฮาน แกมันสวะ เอาชีวิตรอดในโลกใบนี้ไม่ได้หรอก ถ้าแกจะหยุดฉันล่ะก็....เอาสิ เข้ามาฆ่าฉันเลย สิ่งมีชีวิตฆ่าฟันกันเพื่อมีชีวิตอยู่ และความไม่ลงรอยทางความเห็นก็เป็นเหตุผลหลักในการฆ่าฟันของมนุษย์ เราไม่ต้องฆ่าเพื่อกินอีกแล้วฮาน..... อย่ายึดติดกับประโยคที่ว่าการฆ่าเพื่อการเอาตัวรอด เป็นเพียงฆ่าเพื่ออาหาร ฆ่าเพื่อปกป้องตัวเอง การฆ่ามีเหตุผลสำคัญถึงการดำรงอยู่ และการดำรงอยู่ของพวกเราไม่ได้มีความหมายแค่เพื่อกิน แต่มันรวมไปถึงความคิดและอุดมการณ์ ฉันฆ่าเพื่อการดำรงอยู่ของตัวตน ถ้าแกไม่เห็นด้วยก็เข้ามา เข้ามาแทงฉันเลย ใช้มีดเดินป่าโง่ๆ ในมือนั่นกระซวกไส้ฉันออกมา ตัดลูกกระเดือกฉันออกมากระทืบ เอาเลยฮาน รออะไรอยู่...... ถ้าแกอยากหยุดฉัน ถ้าแกไม่เห็นด้วย และที่สำคัญ ถ้าแกกล้าพอ เข้ามาเลยฮาน”


“ช่างห่ะการดำรงอยู่ของมึง ช่างห่ะนิยามห่ะเหวทั้งหมดที่มึงพูด กูจะฆ่ามึงเดี๋ยวนี้ กูจะหยุดความโสมมที่มึงทำกับโลกใบนี้ด้วยมือกูเอง” ผมตะโกนในขณะที่พุ่งตัวออกไป มือกำด้ามมีดเดินป่าเล่มใหญ่แน่น ตวัดไปข้างหน้าหวังจู่โจมให้ตายในดาบเดียว แต่โรมยังยืนนิ่งไม่ไหวติง หัวเราะหึหึเย้ยหยัน ก่อนจะเอี้ยวตัวหลบการคมมีดอย่างคล่องแคล่ว พลางเสือกหมัดเข้าที่ท้องน้อย ผมล้มลงไปกองกับพื้น


“ฝีมือมีแค่นี้หรือ...... ตายๆ ไปเถิด ไอ้น้องชาย” จังหวะที่เขามัวแต่พูดพล่ามไร้สาระ ผมคว้ามีดแล้วตวัดขึ้นไปใส่ร่างของโรมที่ยืนค้ำอยู่ เขาถอยกรูดออกไป เลือดไหลหยดหยาด อย่างน้อยก็กินเลือดมันได้ ผมคิดด้วยความลำพอง ขณะที่ยันกายขึ้น
“ใครเป็นน้องมึง กูไม่ใช่ญาติห่ะไรของมึง เราไม่เกี่ยวข้องกัน” ผมตะโกนออกไป รู้สึกจุกแน่นด้วยความเจ็บปวด แรงหมัดของโรมช่างทรงพลังเหลือเกิน


“เราไม่เกี่ยวข้องกันเช่นนั้นหรือ....... ถ้าเช่นนั้นคงออมมือให้ไม่ได้แล้วนะ” เขาพูดขณะที่กำหมัดแน่น เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์เบื้องบน ก่อนที่นัยน์ตาจะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ สีของสัตว์ร้ายและความกระหายเลือด โรมคำรามด้วยเสียงอันน่าสยดสยอง ราวสัตว์ร้ายกลางป่า ราวความฝันอันมืดมน การต่อสู้ดำเนินไป หยดแล้วหยดเล่าของหยาดเลือดกระเซ็นไปทั่ว


ค่ำคืนนั้นจบลงด้วยความเจ็บปวด..... บาดแผลลึกเนิ่นนาน การสะบั้นขาดของสายสัมพันธ์พี่น้อง ไม่มีอีกแล้วความปราณี ไม่มีอีกแล้วการผ่อนปรน ผมยันกายขึ้นพิงกำแพง มือกุมท้อง เลือดไหลปรี่ออกมาเป็นสาย โรมไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว เขากลายสภาพเป็นสัตว์ร้ายโดยสมบูรณ์ และหลังจากนี้ผมต้องล่าเขา ล่าแม้ว่าจะต้องตาย ล่าเพื่อหยุดความบ้าคลั่ง


หลังจากวันนั้น ผมเลิกเรียกเขาในฐานะพี่ แต่เรียกเขาในฐานะสัตว์ร้าย ใช้สรรพนามดุจดังเดรัจฉาน ‘มัน’ สรรพนามที่ละทิ้งทุกความเคารพในสายเลือด สรรพนามที่ละทิ้งความนับถือแห่งความเป็นมนุษย์ โรม มึงเป็นอสูรกาย และกูกับมึงจะไม่อยู่ร่วมโลกเดียวกัน อย่างน้อยถึงกูฆ่ามึงไม่ได้ แต่เราจะไม่เจอกันอีก สายสัมพันธ์โง่ๆ ที่พ่อแม่มอบให้กูกับมึงไม่มีแล้ว โรม เหลือเพียงการฆ่าฟันระหว่างกูกับมึงเท่านั้น และด้วยความเกลียดชังของกู พี่ชายที่ชื่อโรมตายไปแล้ว เหลือเพียงอสูรร้ายที่ชื่อ ‘ความเกลียดชัง’


***************

1 มกราคม 2554

วินาศสันตะโร 04 (สายธารา)

รุเธียร 19/12/53




มุ่งสู่ท้องฟ้าเพริดแพรว
ห้อมล้อมด้วยม่านแสงของดวงดาว
ข้าหลับใหลริมกระแสธารา
ก่อนสะดุ้งตื่นอย่างตระหนกตกใจ



หญิงสาวร่างสูงใหญ่นอนเคียง
ร่างของเธอเหยียดยาวดังงูใหญ่
ทอดกายหลับใหลนิรันดร์
บุตรธิดาของเธอกอดเกี่ยวไปตามร่าง
บุตรธิดาร่างหนาหนักไร้ฟันไว้เคี้ยวขบ



พวกเขาแหวกว่ายไปทั่วดินแดน
จุมพิตบนเรือนร่างของมารดา



ในการนิทราอันเนิ่นนาน
เราบังอาจปลุกเธอขึ้นจากความสงบ
ทุบทำลายบ้านพักของบุตรธิดา
เผาทำลายแหล่งทำกินของบริวาร



งูใหญ่กำลังหลั่งน้ำตา
ตัวข้าไม่อาจทำสิ่งใด
นอกเหนือไปกว่าการไว้อาลัย



แด่เธอ....พญางูใหญ่
ผู้ทอดกายเหนือชีวิตนับล้าน


บริวารของเธอกำัลังสูญสลาย
เหล่าพืชพรรณล้มตาย



กระแสธาราพิโรธสิ้น
กับความวินาศของเกียรติภูมิ

----------------------------------------

12 ธันวาคม 2553

วินาศสันตะโร 03 (การเดินทาง)

โดย รุเธียร 12/12/53 20.09 น.




ฉันนั่งสงบนิ่งบนรถประจำทางสายเหนือ
เดินทางยาวไกลสู่หนทางอันไร้ความหมาย
ช่างซ่อมนาฬิกาตายไปแล้ว
วิญญาณของเขาดับสูญ
กาลเวลานำพาจุดจบมาสู่งานอันเป็นที่น่าปรารถนา



เขากำลังเดินทาง เดินทางไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต
มันอาจเป็นจุดต่ำสุดก็ได้
จุดที่เวลาไร้ความหมาย
และชีวิตก็เสมือนหยุดนิ่ง



ฉันมองออกไปนอกกระจกรถ
ถอนหายใจให้กับการล่มสลายของอดีต
ความทรงจำพังพินาศเป็นกองอิฐ
เช่นเดียวกับบ้านของช่างซ่อมนาฬิกา



ฉันยังจดจำภาพนั้นได้
จำได้ดีราวกับใบหน้าของมารดา
หรือกลิ่นอ้อมกอดของบิดา
กลิ่นควันไฟของบ้านที่ถูกผลาญเผา



ในมโนภาพของความทรงจำ
สิ่งปลูกสร้างแห่งความทรงจำลุกไหม้
ทะเลเพลิงโหมรุนแรง
ขณะที่พระเจ้าไขหูไม่สดับเสียงร้อง



บ้านของช่างซ่อมนาฬิกา
อดีตของเขา
ชีวิตของเขา
เรื่องราวของเขา

วินาศไปกับทะเลเพลิง.............



แต่ช่างซ่อมนาฬิกากำลังเริ่มต้นสิ่งใหม่....
การเดินทางแสนยาวไกล
เขากำลังเดินทางสู่เชียงราย
สู่ดินแดนริมโขง



เขามุ่งสู่สัจธรรมแห่งกระแสน้ำ
ความรักแห่งวิถีชีวิต
ความทรงจำของกษัยการ
เพื่อรื้อฟื้นอนาคตที่เลือนหาย



ช่างซ่อมนาฬิกากำลังเดินทาง
บนความวินาศของอดีต
ไปกับฉัน
ในตัวฉัน



ฉันเห็นในสิ่งเดียวกับที่เขาเห็น
ได้ยินในสิ่งเดียวกับที่เขาสดับ
รับรู้รสชาติเดียวกับลิ้นของเขา
และระลึกถึงความทรงจำเดียวกัน



ฉันคือช่างซ่อมนาฬิกา
และกำลังเดินทาง
.....สู่อนาคต......บนถ่านเถ้าของอดีตกาล


----------------------------------------

1 ธันวาคม 2553

วินาศสันตะโร 02 (ช่างซ่อมนาฬิกา)

โดย รุเธียร 1/12/53 13.32 น.



ในห้วงเวลาที่ผ่านไปของโลกนี้
จะมีสิ่งไหนชี้วัดได้ดีกว่านาฬิกา
..... หากปราศจากนาฬิกา


เราจะใช้สิ่งใดบอกเวลา



ฉันเคยบอกไปแล้วว่าฉันไม่อาจรู้ได้ว่ามันเริ่มขึ้นที่ใด
แค่เพียงเห็นห้วงเวลาหนึ่งที่มันเริ่มขึ้นแล้วเท่านั้น



ในโลกใบนี้ฉันเห็นผู้คนมากมายในห้วงเวลา
เขาทันจุดกำเนิดของเวลาหรือไม่
หากไม่.... แล้วเขาทันจุดกำเนิดของนาฬิกาหรือไม่



แล้วฉันจะถามไถ่จากใคร...หากใคร่รู้ถึงเหตุการณ์ก่อนการอุบัติของฉัน



มีใครจะพอตอบฉันได้ ถึงการกำเนิดของอะไรบางอย่างที่เรากำลังดำรงอยู่
จุดเริ่มต้น.....ห้วงกลาง.....จุดจบ



เราดำเนินอยู่ในจุดใด....




ด้วยความสงสัยใคร่รู้
ฉันจึงวางตัวเป็นช่างซ่อมนาฬิกา
คอยสังเกตสังกาเฝ้าดู วางตัวเป็นกลางเหนือเรื่องราว
เลิกใฝ่หาในจุดเริ่มต้นและเหตุผลของหารดำรงอยู่



ฉันยินดีซ่อมแซมนาฬิกาให้ทุกผู้คนที่ผ่านเข้ามา
ไม่อิดออด ไม่ตั้งคำถาม
เฝ้าซ่อมเพียงเพื่อสังเกตการณ์


เพียงเพื่อค้นหาความจริงเบื้องหลังการต่ออายุนาฬิกา
...... ฉันสามารถซ่อมแซมนาฬิกาได้ทุกเรือน
ผู้คนยิ้มรับ และพึงพอใจในผลงานของฉัน


วันหนึ่ง..... ฉันพบนาฬิกาที่เกินเยียวยา

ฉันไม่อาจซ่อมแซมนาฬิกาเรือนนี้ให้เธอได้
หญิงสาวใต้เสื้อคลุมสีฟ้า มือของเธอสีเขียวขจี
เธอร่ำไห้ น้ำตาเป็นสีแดงก่ำ สัมผัสได้ถึงไอร้อนระอุผ่านดวงตา

ฉันไม่สามารถเยียวยานาฬิกาของเธอได้


มันไม่ได้หยุดเดิน
มันยังคงเดินอยู่....เดินต่อไป
เดินแบบไร้จุดหมาย

นอกเหนือหน้าปัด
นอกเหนือโคจร


นาฬิกาของหญิงสาวอยู่นอกเหนือเหตุการณ์ทั้งปวง
ฉันไม่เคยเจอเช่นนี้มาก่อน



ฉันมึนงงสับสนไม่รู้จะทำเช่นไร
กับการวิบัติของนาฬิกาประหลาด


ขณะนั้นฉับเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือของตน
มันเป็นเช่นเดียวกัน
....เป็นเช่นเดียวกับนาฬิกาของหญิงสาวผิวกายสีเขียว


ฉันไม่เคยสังเกตมัน
เมื่อใดกัน
เพราะสิ่งใดกัน
....

หรือมันเป็นอยู่แล้ว


ความวิบัติของนาฬิกาบนข้อมือ

เข็มสั้นวิ่งกระเจิงด้วยความสับสน
เข็มยาวชี้ไปมา
ขณะที่เข็มวินาทีหยุดนิ่ง


ฉันไม่อาจระบุเวลาได้อีกต่อไป
ทั้งยังไม่อาจซ่อมนาฬิกาได้



ฉันไร้ฝีมือเกินไป
ความเป็นช่างซ่อมนาฬิกาพังลงตั้งแต่วันนั้น


โดยมิอาจซ่อมแซมได้
------------------------------

29 พฤศจิกายน 2553

วินาศสันตะโร 01 (ฉันเริ่มเห็นมันจากตรงนี้)

โดย รุเธียร 29/11/53 20.16น.


เป็นครั้งแรกที่ลองทำครับ
บทกวีชุด ว่าจะทำต่อๆ เนื่องกันไปเหมือนเรื่องยาว
ติชมได้ครับ
-----------------------------------------------------


จุดเริ่มของทุกเรื่องราวอยู่ที่ใด
ฉันไม่อาจระบุได้ ไม่อาจหาสาเหตุ หรือย้อนรอยใดๆ




มันเริ่มขึ้นที่ไหน........ไม่แน่ชัด
อาจที่น้ำผึ้งหนึ่งหยดกลางมหาสมุทรอินเดีย
หรือ จากหยดชาในอ่าวบอสตัน
บางทีอาจจะเริ่มจากคราบน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย



นาฬิกาเริ่มหมุนที่ตัวเลขใด... จะรู้ได้อย่างไร
ฉันไม่ใช่คนที่ใส่ถ่านนาฬิกา
ไม่ใช่แม้แต่คนตั้งเวลา
แต่มันก็เริ่มไปแล้ว เริ่มไปนานแล้ว และหมุนไปอย่างช้าๆ
นาน แสน นาน.........



เมื่อใดที่เข็มนาฬิกาหยุดลง รอบข้างฉันจะเป็นอย่างไร
เมื่อนั้น....ถ่านคงหมดจากนาฬิกา
เมื่อนั้น.....ใครจะเปลี่ยนถ่าน
ฉันเช่นนั้นหรือ?
ทำไม่ได้หรอก ฉันเคยบอกกกับตัวอง ฉันไม่มีถ่านติดตัวเลย



เวลาผ่านไปช้าๆ
เข็มสั้นเยื้องกายที่ละก้าวอย่างใจเย็น ขณะที่เข็มวินาทีหัวร่อเยาะเย้ย



เวลากำลังนำพาไปสู่จุดสิ้นสุดที่เราก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะเริ่มขึ้น
บางทีอาจจะเริ่มขึ้นแล้ว
และตอนนี้เราอยู่ระหว่างการเดินทางของความวินาศสันตะโร
อยู่กลางจุดสิ้นสูญของกาลเวลา
ในขณะที่ท้องฟ้ายังคงสว่างสดใส




ใครจะรู้ว่าเมื่อใดมันจะจบลง
หรือมันอาจจบลงแล้ว
หรือมันอาจเพิ่งเริ่มต้น
หรือความวินาศสันตะโรยังไม่ปรากฎ
ที่โผล่พ้นขอบบ่อมีเพียงเงาและกลิ่นลมหายใจของมัน
--------------------------------------------------------------------

28 พฤศจิกายน 2553

เคียงข้าง

รุเธียร 21/10/10 23.43 น.

เราเดินเคียงในป่าคอนกรีต
บอกเล่าเรื่องราวนับร้อยผ่านถ้อยคำนับล้าน
หยัดย่างไปในอาคารสูงใหญ่ ดังภูผาที่ตั้งตระหง่าน
สรรพเสียงแห่งความวุ่นวาย ว้าวุ่น ดังอึกทึกอยู่รอบกาย



ฉันเดินเคียงเธอเหนือหุบเหวแห่งความเดียวดาย
เหม่อมองลงไปในเหวไร้ก้นของความจริงที่รออยู่เบื้องล่าง
สะพานไม้สั่นคลอนด้วยความหวั่นไหวในใจ
เชือกขึงเก่าๆ กำลังจะขาด
และฉันกับเธอกำลังจะตกลงไป



เรายังคงยืนอยู่เหนือหุบเขา
หุบเขายิ่งใหญ่ เมื่อเทียบกับเรือนกายอันกระจ้อยร่อย
แต่ทว่ากลับเล็กเพียงเศษธุลี เมื่อเทียบกับป่าคอนกรีตมโหฬาร
ดังนั้น ฉันและเธอ ก็เป็นดั่งสิ่งมีชีวิตไร้ค่ากลางป่าใหญ่



ขณะที่เดินเคียงกันรอบหุบเขา
ชื่นชมความงามของชีวิตที่รายรอบความยิ่งใหญ่
เธอสะดุดล้มด้วยเศษหิน น้ำตาหยาดหยดด้วยความเจ็บปวด
ฉันประคองเธอขึ้นบนบ่า หวังเยียวยาร่างกาย
เธอและฉันกะเผลกไปในความสับสนของท้องฟ้า
และความมัวหมองของซอกหิน
เราเดินข้ามสะพานผุกร่อนแห่งความจริง
ขณะที่เชือกกำลังขาด



ฉันเร่งพยุงเธอจนถึงอีกฟากฝั่งสะพาน
ดันกายเธอให้พ้นเส้นแบ่งของความตาย
เชือกขาดลงพร้อมกับร่างของฉันที่ร่วงหล่น
สู่ความยิ่งใหญ่ของชีวิตเบื้องล่าง



ฉันมองร่างของเธอที่ดูห่างไกลไปทุกที
ความเร็วจากการตก และแรงโน้มถ่วง ดุจจะฉีกร่างฉัน
ภาพอดีตปรากฏขึ้นในความทรงจำ
เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ หยาดน้ำตา ของเธอ
ภาพเลือนหายไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับเธอที่ไกลออกไป
ไกลออกไป ไกลออกไป ไกลออกไป จนลิบสายตา



ฉันร่วงหล่นลงสู่เหวเบื้องล่าง
หลับใหลอยู่ที่นั่นนานแสนนาน
เวลาผ่านไปนานราวชั่วกัปกัลป์
ฉันสัมผัสไม่ได้ถึงความคิดถึงที่เธอส่งมา
ไม่เคยแม้แต่ละอองบางเบาของความรู้สึก
จุมพิตกับความเหงาใต้หุบเขาแห่งความเปล่าเปลี่ยว
ชั่วนิจนิรันดร์
ฉันคิดถึงเธอ คิดถึงทุกห้วงลมหายใจ แม้กาลเวลาจะทำให้หลงลืมใบหน้าอันงดงาม
แต่ความรู้สึกยังติดค้าง



แล้วเธอเล่าคิดถึงฉันบ้างไหม
หรือตอนนี้เธออยู่ในอ้อมกอดใครเบื้องบนหุบเขา



พลันฉันเห็นคนร่วงหล่นลงมา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา
บุคคลที่ชัดเจนในความทรงจำ
ฉันจำได้ว่าคือเธอ.........



------------------------------------------------------------------------------

แด่น้องชายผู้หยัดย่างอย่างสุขสมในความลวง ทว่าเดียวดาย ในความจริง

20 พฤศจิกายน 2553

ประชาธิปไตยเปลือก

**** เป็นบทความที่เขียนไว้นานแล้ว เพิ่งงัดมาลงบล๊อค ****
โดย รุเธียร

จากสถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายกันในช่วงเวลานี้ (14/5/53) ได้บั่นทอนความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยมายาวนานหลายปี นับตั้งแต่การชุมนุมประท้วงของฝ่าย “เสื้อเหลือง” ที่รุนแรงจนถึงขั้นปิดสนามบิน และฉุดกระชากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของชาวต่างชาติต่อประเทศขวานทองที่มีดินแดนน้อยๆเท่ากับรัฐๆหนึ่งให้ลงไปเกลือกกลิ้งในกองโคลน พร้อมๆกับการหนีหายของรายได้จากการลงทุนและการท่องเที่ยว จนมาถึงการประท้วงของกลุ่มคน “เสื้อแดง” ที่ฉุดกระชากความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ทะลุพื้นดิ่งสู่หุบเหวที่ลึกยิ่งกว่าเดิม ด้วยการปิดแยกราชประสงค์ แยกการค้าสำคัญที่เต็มไปด้วยศูนย์การค้าใหญ่จำนวนมาก ซึ่งนับได้ว่าเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงกรุงเทพฯด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ นอกเหนือจากรายได้ที่หดหายไปอย่างน่าใจหายแล้ว สิ่งสำคัญที่สูญหายไปยังมีอีกมากมาย ทั้งสันติภาพ ภารดรภาพ และความเป็นธรรม รวมไปถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายที่โดนฉุดคร่าไปอย่างน่าใจหาย ซึ่งเหตุทั้งหมดนี้ที่เกิดขึ้นมานั้น ถูกเอ่ยอ้างจากบุคคลทุกฝ่าย (แดง เหลือง นักการเมือง) ว่าคือประชาธิปไตยที่เขายึดถือ ประชาธิปไตย ที่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นแค่เปลือก กับความเข้าใจจอมปลอมเท่านั้น



ประชาธิปไตย หมายถึงอะไร แก่นหลักคืออะไร ตามความเข้าใจของผู้เขียน ผู้เป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลายเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสาขารัฐศาสตร์ ที่เพิ่งอ่านหนังสือไปได้ไม่กี่หน้า นั้นคงพูดได้เพียงว่า ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองอย่างหนึ่ง ที่ใช้การรับฟังเสียงส่วนรวม หรือที่เรียกว่าการปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน ด้วยประชาชน ซึ่งมีแก่นหลักที่คำว่าสิทธิ์ และหน้าที่ ซึ่งจะขออธิบายทีละคำโดยละเอียด ดังนี้ สิทธิ์ หมายถึงความชอบทำในการทำกิจกรรมหรือกิจการต่างๆ และไม่ก่อความเดือดร้อน หรือเสียหายให้ใคร เช่น คุณมีสิทธิ์ที่จะเปิดเพลงในบ้านคุณ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะเปิดดังจนรบกวนข้างบ้าน และอีกนัยหนึ่ง ข้างบ้านก็มีสิทธิ์จะโกรธและฟ้องร้องฟ้องร้องคุณฐานทำเขาเดือดร้อน แต่ไม่มีสิทธิ์ควงปืนมาถล่มบ้านคุณเช่นกัน และในส่วนของคำว่าหน้าที่นั้น จะต่างกับสิทธิ์ในส่วนที่สิทธิ์เป็นความชอบธรรมแต่หน้าที่เป็นสิ่งที่ต้องทำ หรือสมควรกระทำ หากไม่ทำตามหน้าที่นั้น ก็เท่ากับว่าละเลย เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทำหน้าที่ในการจับผู้ร้าย ก็ถือเป็นการละเลยในหน้าที่นั่นเอง



แต่กระนั้นคำว่าหน้าที่ ในบริบทของประชาธิปไตยนั้นมีความลึกซึ้ง กล่าวคือการจะปฏิบัติตามหน้าที่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้นั้น ประชาชนต้องตระหนักถึงหน้าที่ของตนอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหน้าที่ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยนั้นก็คือการที่จะนำพารัฐหรือประเทศของตนไปสู่ความเจริญ ไม่ว่าจะทางวัตถุ จิตใจ และสันติ ซึ่งหมายความว่าประชาชนทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อรัฐหรือประเทศของตน โดยมีอิสระภายใต้สิทธิ์ของตน ซึ่งสิทธิ์นี้ต้องมีความเท่าเทียมกัน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเรียกได้ว่าประชาธิปไตย



ก่อนจะพูดไปถึงเรื่องความเท่าเทียมที่ถูกนำมาใช้ในการปลุกระดมคนจนเกิดความวุ่นวายนั้น ก็ต้องขออธิบายในคำที่ว่า“ประชาชน” เสียก่อน โดยคำนี้ตามนิยามของผมมิได้หมายถึงผู้คนที่ไม่มีส่วนกับการปกครอง แต่คือบุคคลทุกผู้ทุกนาม ที่อยู่ใต้ระบอบการปกครองที่ชื่อว่าประชาธิปไตย (ต่างจากระบอบพรรคคอมมิวนิสต์ ที่มีผู้ปกครอง กับประชาชน) ดังคำกล่าวที่ว่า การปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน ด้วยประชาชน โดยในประเทศที่เรายืนอยู่นั้น แม้จะมีทหาร ตำรวจนักการเมือง หรือบุคคลทางกฎหมายที่มีสิทธิ์ และหน้าที่ในการปกครองเหนือประชาชนคนอื่นบ้าง แต่ก็ยังคงอยู่ในความชอบธรรมที่ว่าไม่ก่อความเดือดร้อนให้ประชาชนผู้อื่น และหน้าที่เหล่านั้นของพวกเขา แท้จริงก็คือหน้ากากที่สวมทับลงไปบนบุคคลที่ยังเป็นประชาชน ที่มีหน้าที่ต้องทำเพื่อรัฐ หรือประเทศอยู่นั่นเอง



ต่อไปจะกล่าวถึงความเท่าเทียมจอมปลอมที่หลายๆคนเรียกร้องกันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะในการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมา คำว่าความเท่าเทียม และสงครามประชาชนถูกนำมาพูดอย่างแพร่หลาย โดยได้มีนักวิชาการท่านหนึ่งที่ผู้เขียนเองก็หลงลืมชื่อของท่านไป ได้กล่าวเปรียบเทียบทางรายการวิทยุถึงเหตุการณ์การเมืองไทยที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รองนายกรัฐมนตรีมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฐานสั่งฆ่าผู้ชุมนุม และแกนนำถึงจะยอมมอบตัวฐานก่อความวุ่นวายว่า “เหมือนกับการที่โจรกลุ่มหนึ่ง ได้เรียกร้องให้สารวัตรที่ยิงพวกพ้องตนเองเสียชีวิต ไปมอบตัวฐานฆ่าคนตาย แล้วตนถึงจะยอมมอบตัว ทั้งๆที่การกระทำของสารวัตรคือความชอบด้วยหน้าที่” โดยกล่าวได้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่ถูกปฏิวัติด้วยความชอบธรรมในการรักษาความสงบของรัฐ ในขณะที่ผู้เรียกร้องคือผู้กระทำความผิด ที่พยายามจะเรียกร้องความเท่าเทียมในบริบทที่ต่างกัน โดยทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ชุมนุมทั้งหลายก็ยังได้หลงลืมถึง “ความเท่าเทียม” และ “สิทธิ์” อันชอบธรรม ของประชาชนคนอื่นๆที่พึงจะมีในการดำรงชีพของตน ในขณะที่ตนเรียกร้องแต่สิทธิ์ และความเท่าเทียมให้แก่พวกพ้องของตน



แล้วความเท่าเทียมที่แท้จริงคือสิ่งใด คำถามเช่นนี้ก็เกิดขึ้นในใจผู้เขียน จนกระทั่งตรองดู จึงพบว่าความเท่าเทียมนั้น จะเกิดขึ้นได้จากการเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น และหน้าที่ของอีกฝ่ายและตนเอง รวมถึงตรองดูจากความผิดพลาด และความชอบธรรมทางกฎหมาย และศีลธรรมจากการกระทำที่ได้ก่อกำเนิดขึ้น เช่น การที่ผู้ชุมนุมต้องกระทำตามสิทธิ์ของประชาชนที่จะต้องนำพารัฐไปสู่ความเจริญ และเคารพในสิทธิ์ และหน้าที่ของตำรวจ ทหาร ตลอดจนประชาชนที่ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงการยอมรับในความผิดของตนตามกฎหมาย มิใช่ถือแต่ว่าเรียกร้องหาความเท่าเทียม ที่ท้ายที่สุดก็ละเลยเรื่องอื่นๆเสียสิ้นดังเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างไปขั้นต้น



จบจากความเท่าเทียมไปแล้ว ก็จะขอกล่าวถึงเรื่องที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงคำว่า “ประชาธิปไตยเปลือก” ซึ่งคำนี้อาจจะสร้างความสงสัยให้แก่ผู้คนหลายคน ซึ่งจะอธิบาย ต่อจากแก่นหลักในเรื่องสิทธิ์ และหน้าที่ ที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ก่อนหน้า โดยในความเข้าใจของผู้คนในสังคมไทยจำนวนมากนั้น เชื่อไปว่าประชาธิปไตยหมายถึงการเลือกตั้ง โดยละเลยความจริงที่ว่าหากการเลือกตั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่ทุจริต เต็มไปด้วยการคอรัปชั่นและการซื้อเสียงเล่า พูดมาเช่นนี้อาจสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสิทธิ์ และหน้าที่ เกี่ยวแน่นอนในเมื่อการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของประชาชน ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเลือกใครก็ได้จริงอยู่ แต่ประชาชนเองมีหน้าที่ที่ต้องพารัฐ หรือประเทศไปสู่ความเจริญ ในที่นี้คือผ่านการเลือกผู้นำที่ดี และเชื่อมั่นว่านำชาติไปสู่ความเจริญได้จริง มิใช่เพียงผลประโยชน์ส่วนตน ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างง่ายๆของการรู้สิทธิ์แต่ไม่รู้หน้าที่ผ่านการเลือกตั้งประธานนักเรียนในโรงเรียน ที่ว่านักเรียนทุกคนรู้ว่าตนมีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง ซึ่งหลายๆคนก็จะเลือกผู้นำแบบเอาสนุก ไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกที่หน้าตา พวกพ้อง เลือกเอาสนุก เลือกเพราะอยากเห็นผู้นำเป็นตัวตลก และอื่นๆ สุดแล้วแต่ความสนุกจะพาไป หานักเรียนจำนวนน้อยที่ตระหนักในหน้าที่สำคัญของการพาองค์กรไปสู่ความเจริญได้น้อยนิด เฉกเช่นเดียวกับการเลือกตั้งในสังคมไทยนั่นเอง



แต่จากที่ผ่านมา จะดูเหมือนผู้เขียนกล่าวโทษผู้ชุมนุม แต่แท้จริงแล้ว ผู้เขียนนั้นไม่ได้อยู่ผ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องมากจากว่าผู้เขียนไม่เคยศรัทธาในระบบประชาธิปไตยปลอมที่ใช้กันในประเทศไทยขณะนี้ รวมถึงผู้เขียนก็ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวนักการเมืองด้วย เพราะจากประสบการณ์ของผู้เขียนในการฟังการอภิปรายในสภาแต่ละครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งหลังๆนั้นไม่ได้ให้ความแตกต่างอะไรกับการเถียงกันของเด็กประถมที่เถียงอย่างข้างๆคูๆ ผิดกับภาพนักการเมืองในอุดมคติที่ควรเป็นผู้สูงส่งทางปัญญา เถียงด้วยเหตุผล และใช้ความเป็นปัญญาชนในการอภิปราย ซึ่งแม้จะฟังจากวิทยุไม่เห็นหน้าค่าตาผู้พูด แต่ก็ให้ความรู้เหมือนกับหลุดไปในโลกของหนังสือ “Lord of the flies” ที่สะท้อนการเล่นเกมการเมืองการปกครองที่นำไปสู่การเปิดเผยความดิบเถื่อนในตัวมนุษย์ ของเด็กติดเกาะกลุ่มใหญ่ออกมา



ซึ่งในเรื่องนี้คงสามารถพูดได้ว่า แม้แต่นักการเมืองที่มีอำนาจการปกครองอยู่ในมือยังไม่ปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ว่าด้วยสิทธิ์ และหน้าที่เลยสักครั้ง สังเกตได้จากสิ่งใดน่ะหรือ หากดูง่ายๆเลยนั้น ลองหาหน้าที่ของผู้นำที่ต้องแอ่นอกรับทุกอย่างจากการประท้วงในเหตุการณ์ปัจจุบันดูก็ได้ ซึ่งจะทำให้เห็นการละเลยหน้าที่ของความเป็นผู้นำ ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม และฝ่ายนักการเมือง โดยฝ่ายผู้ชุมนุมผู้นำก็ยืนอยู่ในจุดปลอดภัยคอยสั่งการ ไม่เสี่ยง ไม่รับผิดชอบ ไม่ต่างจากนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ส่งทหารไปยืนเฝ้า ไม่สั่งการใช้อาวุธ(สังเกตจากการสั่งการช่วงแรกที่นายสุเทพสั่งให้อาวุธตั้งแต่กระสุนยางและแก็สน้ำตาต้องได้รับการอนุมัติจากตน พลอยทำให้ตำรวจและทหารมีเพียงตะบองและโล่ห์) ไม่ห่วงความปลอดภัยของทหาร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นไปด้วยความไม่อยากรับผิดชอบของนักการเมือง ที่พยายามปัดความผิดให้เหล่าทหารหากพลาดพลั้งมีผู้ชุมนุมเสียชีวิต (นักการเมืองสามารถกล่าวอ้างว่าไม่ได้สั่งจู่โจม แต่ปล่อยให้ทหารตอบโต้ป้องกันตัวเอง ซึ่งเป็นเหตุให้ฝ่ายทหารและตำรวจเกิดการบาดเจ็บล้มตาย) แต่ท้ายที่สุดนักการเมืองก็ถึงเวลารับผิดหลังจากการสั่งสลายชุมนุมที่พยายามบิดเบือนคำเป็นการขอพื้นที่คืนอยู่ดี หรือแม้แต่ทหารหรือตำรวจหลายคนที่เอาแนวคิดของตนด้านการเมืองมาผสมกับหน้าที่ แล้วยึดหลักตามอุดมการณ์การเมืองของตนสร้างความวุ่นวายภายใน ที่ขัดต่อหน้าที่ “ปกป้องชาติของตน” หรือแม้แต่การเอาหน้าที่มาหาผลประโยชน์ ทั้งส่วน สินบน และอื่นๆอีกนั่นเอง



ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องที่ผู้เขียนบอกเล่าออกมาผ่านบทความนี้จะจริงเท็จเพียงใด แต่สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสะท้อนออกมาก็คือฐิติ อัตตา ของเหล่าคนในสังคมไทยจำนวนมากที่ยังมองคำว่าประชาธิปไตยไม่ละเอียดลึกซึ้ง แล้วนำเอาประชาธิปไตยบนแผ่นกระดาษในความคิดของตนนั้น มาเอ่ยอ้างเพื่อประโยชน์ของตน ยึดมั่นในตัวตนของตน และพวกพ้องของตน มากกว่าประโยชน์ของชาติ ซึ่งก็ล้วนแต่รู้ถึงสิทธิ์(ที่สำคัญไปว่าเหนือกว่าคนอื่น)ของตน แต่ไม่รู้ในหน้าที่นั่นเอง