ชาตินิยม นิยมอะไรดี
โดย รุเธียร 3/10/53 13.21 น.
ในห้วงเวลาของประวัติศาสตร์และการศึกษา เด็กยุคใหม่หลายต่อหลายคนกล่าวว่า “ชาตินิยม” เป็นสิ่งที่ดี เพราะหากเรารักในชาติ ทุ่มเทเพื่อชาติ เหมือนเช่นที่คนญี่ปุ่นเป็น สิ่งนั้นก็จะนำมาสู่ความเจริญของชาติ โดยคำพูดเหล่านี้มักถูกบอกเล่าผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้ แล้วมีการ “กามิกาเซ่” หรือเอาเครื่องบินพุ่งชนเรือสหรัฐฯ ซึ่งผู้คนหลายกลุ่มที่ศึกษาเรื่องนี้ มักมองว่าเป็นการแสดงตนถึงการรักชาติ และเป็นนิสัยที่จะนำชาติสู่ความเจริญ หลายคนเอาคำว่า “รักชาติ” มากล่าวอ้างในประเด็นทางการเมืองต่างๆ ทั้งในประเทศ ระหว่างประเทศ และอีกมากมาย หลายคนเองก็พูดว่าหากคนไทย “รักชาติ” และมีความเป็น “ชาตินิยม” ชาติคงมุ่งสู่ความเจริญได้แน่นอน
ก่อนที่จะมองถึงความเจริญของชาติผ่านการกระทำแบบ “ชาตินิยม” ผู้เขียนขอเสนอมุมมองอีกอย่างหนึ่งเพื่อสนับสนุน และเพิ่มองค์ประกอบของคำว่า “ชาตินิยม” กันก่อน “ชาตินิยม” คำนี้ใช่ว่าประเทศไทยไม่เคยทำ “ชาตินิยม” ถูกใช้ในประวัติศาสตร์ไทยครั้งแรกในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม (จอมพล ป.) ซึ่งหากมองแล้วก็เป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกยกมาใช้เท่านั้นเอง หากเรามองถึง “ชาตินิยม” ของจอมพล ป. ที่ดูจะตลกๆ ขัดกับการตีความ “ชาตินิยม” เพราะจอมพล ป. นิยมการแต่งกายแบบตะวันตก ดื่มสุราตะวันตก ปฏิวัติวัฒนธรรมด้านดนตรี และมหรสพ ของสังคมไทย จากข้ออ้างที่ว่าเพื่อความเป็นอารยะ อพิโถ อย่าว่าแต่อารยะเลย แค่รักษาคอนเซ็ป “ชาตินิยม” ก็ไม่ใช่เสียแล้ว การกระทำที่ผู้เขียนบอกกล่าวไปเบื้องต้น ไม่ได้แสดงออกถึงการ “อนุรักษ์” เอกลักษณ์ของชาติตรงไหน ซ้ำยังไปนิยมตามชาติตะวันตกเอาเสียอีก หากพูดแล้ว การกระทำเช่นนั้น ควรจะนิยามว่า “ต่างชาตินิยม” มากกว่า
กลับมาดูที่คำว่า “ชาตินิยม” หากแปลตรงๆตัวคือ นิยมในชาติ แล้วชาติในที่นี้คืออะไรกัน ถ้าถามในทรรศนะของผู้เขียนคงจะตอบว่า “เอกลักษณ์” ที่บ่งบอกถึงความเป็นชาติของเรา เอาล่ะเมื่อมาถึงตรงนี้แล้วลองมองย้อนกลับไปที่ประเทศเจ้าตำหรับ “ชาตินิยม” ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งหลาย ญี่ปุ่นยึดเอกลักษณ์ในวิถีซามูไร เป็นนิยาม “ชาตินิยม” ของเขา อิตาลี และเยอรมัน ยึดหลักเชื้อชาติของชาวอารยัน และชาวโรมัน เป็นเอกลักษณ์ในความเป็นชาติของเขา หันกลับมามองที่ประเทศของเรา หากจะยึดหลักชาตินิยมในปัจจุบันนี้เราจะไปยึดอะไรดี อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย?
พักคำถามเมื่อครู่ไว้ก่อน มาดูสถานการณ์ปัจจุบันในชาติไทยของเรา กับการกล่าวอ้างถึงความเป็น “ชาติ” ที่หลายๆ คนมัวแต่พร่ำบอก ในเรื่องของเหตุพิพาทเขาพระวิหาร คนกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้เอากลับคืนมา แล้วอ้างถึงความเป็นเอกลักษณ์ และอธิปไตยของชาติ หรือจะว่าอย่างอื่นอีกมากมาย ก็ตามแต่จะพูดกัน ซึ่งมีครั้งหนึ่งผู้เขียนได้แสดงทรรศนะในเรื่องนี้แก่เพื่อนผู้สนับสนุนการเรียกคืนเขาพระวิหาร ว่า “คงต้องปล่อยไป เพราะตามเอกสารการยืนยันที่ผ่านมา ไทยพ่ายแพ้ในรูปคดี และเสียเขาพระวิหารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่ต้องสร้างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านต่อ ควรมองผลประโยชน์ระยะยาวเรื่องเศรษฐกิจ และการรวมประชาคมอาเซียน ใน ค.ศ. 2015 ที่จะมีถึงดีกว่า” ปรากฏว่าเพื่อนของผู้เขียนต่อมชาตินิยมแตก ด่าผู้เขียน ในเชิงที่ว่า “ไม่รักขาติ” แล้วพูดในเชิงที่ว่าจะประชาคมอาเซียน จะเศรษฐกิจ จะเรื่องใด จะสำคัญเท่ากันรักษาเอกลักษณ์ของชาติไว้เล่า
พอถึงตรงนี้ผู้เขียนจำต้องกลับไปที่คำถามที่ตั้งค้างให้ผู้อ่านอีกครั้ง “เอกลักษณ์” ของไทยคืออะไร ถ้าตอบได้ ค่อยมานิยามคำว่า “รักชาติ” กับคำว่า “ชาตินิยม” กัน ซึ่งหากพูดถึงเขาพระวิหาร ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ เขาพระวิหารไม่ใช่เอกลักษณ์ของชาติไทย (ชาติเดียว) แต่คือเอกลักษณ์ของแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ต่างหาก โดยจะขออธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่อง วัฒนธรรมสุวรรณภูมินี้หน่อย ว่าไม่ใช่วัฒนธรรมที่ล็อคไว้ในดินแดนของใครชาติใดชาติหนึ่ง เหมือนทางกรีก และโรมัน ที่มีการสืบทอดดินแดนมาชัดเจน หรือแม้แต่อินเดียเองก็ตาม แต่วัฒนธรรมในสุวรรณภูมิ ถูกสืบทอดผสมผสาน ทั้งเปอร์เซีย อิสลาม จีน พราหมณ์ พุทธ คริสต์ กล่าวได้ว่าตะวันตกจนตะวันออก แล้ววัฒนธรรมเหล่านั้นก็สืบผสานลงไปในรากของอาณาจักรต่างๆ ไม่ว่าจะหงสาวดี ศรีวิชัย โยเดีย (อยุธยา) ขอม ญวน ล้านช้าง ล้านนา กล่าวคือดินแดนเขตนี้เติบโตมากับวัฒนธรรมผสาน และกลายเป็นประเทศที่มีความเหมือนและจุดร่วมทางวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด จริงอยู่ที่วัฒนธรรมทุกอย่างอาจไม่เหมือนกัน แต่ด้วยที่ดินแดนนี้ครอบแบ่งประเทศตามเขตครอบครอง ไม่ได้ตามวัฒนธรรม ทำให้เชื้อชาติและวัฒนธรรมกระจายไปทั่ว เช่น เราจะเห็นวัฒนธรรมมลายูในทางใต้ของไทย วัฒนธรรมเปอร์เซียในโบสถ์ตระกูลบุนนาค วัฒนธรรมจีนที่เยาวราช และวัฒนธรรมล้านนาที่มีส่วนผสมของพม่าในเชียงใหม่ พอกล่าวมาถึงตรงนี้ ย้อนถามกลับไปว่าแล้วเขาพระวิหารใช่ของไทยไหม ก็ไม่ แต่ถ้าจะอ้างว่าดินแดนนี้เคยตกใต้อาณัติไทยก็ต้องเป็นของไทย ถ้าเช่นนั้นก็จงยกทหารไปยึดเวียดนามซะเถิด ที่นั่นก็เคยตกใต้อาณัติไทยเช่นกัน 12 ปันนา และพม่าเองก็ด้วย เคยอยู่ใต้อาณัติของไทยหมดเลย แต่ถ้ากล่าวไปแบบนี้มันก็ตลกไปหน่อย เอาอะไรมาพูดว่านั้นคือไทยเล่า ตอนนั้นยังเป็นอาณาจักรอยู่เลยมิใช่หรือ อาณาจักรอยุธยานั่นไง แต่ถ้าหากมองว่านั่นคือไทยแล้ว เช่นนั้นลองมองย้อนไปอีกนิด ตอนปลายสุโขทัย ต้นอยุธยา สองอาณาจักรไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียว แล้วเช่นนั้นอันไหนคือไทย?
ยิ่งกล่าวไปก็ยิ่งงง เอาเป็นว่าบทความนี้จะทวงถามถึงเพียงคำว่า อะไรคือ “เอกลักษณ์” ของชาติไทย “ในโลกนี้มีอะไรเป็นไทยแท้ ของไทยแน่นั้นหรือคือภาษา” ประโยคนี้ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เพราะภาษาไทยก็มีรากจากภาษาขอม ไม่ใช่ของไทยแท้แน่นอน แล้วอะไรคือของไทย อะไรคือวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย ถามไว้อย่างนี้ไม่ใช่เพื่ออะไร แต่เพียงแค่เอาไว้ตอกถามคนที่เอาแต่อ้างถึง “ชาตินิยม” จะนิยมอะไรกันดี ฝากเก็บไปคิดสักนิด และในอีกประเด็นหนึ่ง จะนิยมกันแค่ไหน ขอบเขตมีเพียงใด ไม่ใช่พล่ามแต่ชาตินิยม เสร็จแล้วก็เดินเข้าห้างติดแอร์ กินพิซซ่าอิตาลี สวาปามแฮมเบอร์เกอร์อเมริกา ต่อด้วยลิ้มรสซูชิ ญี่ปุ่น นี่ก็ไม่ใช่ชาตินิยม ดังนั้น หากจะพูดคำว่า “ชาตินิยม” แล้วอยากน้อมนำคำนั้นมาใช้ ผู้เขียนอยากฝากให้คิดว่า จะเอามาใช้อย่างไร ในภาวะของโลกาภิวัตน์ทุกวันนี้ มิใช่อวดอ้างว่าชาตินิยม แต่ก็ทำเพียงลัทธิเอาอย่าง เห็นชาติอื่นทำก็อยากบ้าง ทั้งที่ตัวเองเป็น “ต่างชาตินิยม”
แค่หนึ่งความคิด แค่หนึ่งชีวิต ที่อุบัติขึ้นบนโลก ท่ามกลางความแตกต่างนับแสนล้าน ชีวิตคือความว่างเปล่า เฉกเช่นกับโลก ที่ไม่นานก็จะดับไป แตกสลายไป เป็นเศษเถ้าธุลี เช่นเดียวกับเรา
หน้าเว็บ
March 2011
วันที่9/3/11
ถ้าถามว่าช่วงเวลานี้ผมมีความสุขหรือไม่
ผมคงตอบไม่ถูก
เรื่องราวของชีวิตมันทับซ้อนเกินไป
ผมสับสนวุ่นวาย
ผมกำลังเลิกบุหรี่ครับ หลังจากตบเทอมนี้จะไม่สูบอีก
ปล่อยให้มันหายไปกับความทรงจำแย่ๆ
ผมเกลียดคนจำนวนหนึ่ง
แต่ยิ่งเกลียดก็ยิ่งพบว่าผมยิ่งทำร้ายตนเอง
น่าเศร้า เราทำร้ายตัวเองจากอัตตาของเราเองได้เสมอ
บางทีผมก็เหนื่อยกับการเดินไปอย่าเดียวดาย
ผมหวังเพียงแต่จะมีคนที่เข้าใจในความเป็นตัวตนของผมเดินเคียงข้างไป
อย่างน้อยก็ดึงผมขึ้นตอนผมล้ม
ผมเข้าใจดีว่าผมหวังให้คนรอบข้างมาเข้าใจผมไม่ได้
และผมเองก็ไม่อาจเ้ข้าใจพวกเขาได้
โลกนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง
แต่เราก็ยังสรรหาคำเรียกความปกติ กับความไม่ปกติ
ตลกนะ
ผมเกลียดมนุษย์
แต่ผมก็เป็นมนุษย์
ใช่ว่าไม่มีเรื่องดีเลย ผมเองก็รู้สึกดีๆ กับคนบางคนเช่นกัน
เพียงแต่มันยังคลุมเครือ
ผมยังไม่กล้าป่าวประกาศออกมา
เรื่องของผมกล่าวไว้เท่านี้
อ่านให้สนุก กับงานเรื่องใหม่ของผม
การทดลองอันน่าสนุกของผม
จากนี้ไปจะทยอยมาลง
ขอให้รักสถิตในหัวใจทุกท่าน
ถ้าถามว่าช่วงเวลานี้ผมมีความสุขหรือไม่
ผมคงตอบไม่ถูก
เรื่องราวของชีวิตมันทับซ้อนเกินไป
ผมสับสนวุ่นวาย
ผมกำลังเลิกบุหรี่ครับ หลังจากตบเทอมนี้จะไม่สูบอีก
ปล่อยให้มันหายไปกับความทรงจำแย่ๆ
ผมเกลียดคนจำนวนหนึ่ง
แต่ยิ่งเกลียดก็ยิ่งพบว่าผมยิ่งทำร้ายตนเอง
น่าเศร้า เราทำร้ายตัวเองจากอัตตาของเราเองได้เสมอ
บางทีผมก็เหนื่อยกับการเดินไปอย่าเดียวดาย
ผมหวังเพียงแต่จะมีคนที่เข้าใจในความเป็นตัวตนของผมเดินเคียงข้างไป
อย่างน้อยก็ดึงผมขึ้นตอนผมล้ม
ผมเข้าใจดีว่าผมหวังให้คนรอบข้างมาเข้าใจผมไม่ได้
และผมเองก็ไม่อาจเ้ข้าใจพวกเขาได้
โลกนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง
แต่เราก็ยังสรรหาคำเรียกความปกติ กับความไม่ปกติ
ตลกนะ
ผมเกลียดมนุษย์
แต่ผมก็เป็นมนุษย์
ใช่ว่าไม่มีเรื่องดีเลย ผมเองก็รู้สึกดีๆ กับคนบางคนเช่นกัน
เพียงแต่มันยังคลุมเครือ
ผมยังไม่กล้าป่าวประกาศออกมา
เรื่องของผมกล่าวไว้เท่านี้
อ่านให้สนุก กับงานเรื่องใหม่ของผม
การทดลองอันน่าสนุกของผม
จากนี้ไปจะทยอยมาลง
ขอให้รักสถิตในหัวใจทุกท่าน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น